002:เตรียมตัวก่อนหนีเรียนนอก (1)
posted on 06 Jan 2010 10:34 by future7
แหะๆ ไหนๆ จะกลับแล้ว
เขียนอะไรไว้เป็นวิทยาทานแก่คนรุ่นหลัง เอ่อ...เอ็งยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลยรึ
ฮา ฮา มันก็มิใช่
แต่ก็ถือว่าเอาประสบการณ์ที่เคยพบมา มาเล่าสู่กันฟังละกันนะครับ
หลับหู หลับตาอ่านไปละกันนะครับ เอ้ยย
เอาล่ะ
ก่อนที่จะมาเรียนเมืองนอกเมืองนา
เราจะซัฟเฟอร์ เออเร่อ ในหัวจิตหัวใจมันก็มีบ้าง
หนูจะทำยังไงดี พี่จะทำยังไงหนอ
วันนี้ เดอะพงคุงมีคำตอบมาให้ครับ (จริงหรอท่าน จริงสิครับ ฮา ฮา)
มาเริ่มกันละนะครับ
1. ข้าวปลาอาหาร
จริงอยู่ครับ มาเมืองนอก เมืองนามันไม่ใช่บ้านเรา
แต่เราก็ไม่ได้ไปรบ ไปตายดาบหน้าในดินแดนทุรกันดาร ไกลปืนเที่ยงใช่ไหม
(ถ้าใช่ ขอให้ข้ามข้อนี้ไปโดยด่วน ฮา ฮา ล้อเล่นนะ)
ก็ไม่ต้องถึงขั้นว่าเอาข้าวสารมาเป็นกระสอบๆ หรือแบกปลาร้ามาเป็นไหๆ
หรือหนักกว่านั้นแบกมาม่ามาครึ่งกระเป๋า แบกเตาถ่านมาด้วย เอ้ยยย
เอาพอหอมปากหอมคอครับ
เขาว่าการได้ลิ้มรสอาหาร เป็นการศึกษาวัฒนธรรมของคนชาตินั้นๆ ทางหนึ่ง
เชื่อไหมล่ะว่า เรื่องกิน ที่เหมือนง่ายๆ มันสอนอะไรเราได้เยอะเหมือนกัน
ในเมื่อวัฒนธรรมการกินของเรามันต่างกัน เราก็ถือโอกาสนี้เรียนรู้วิธีกินในแบบเขาไปในคราวเดียว
จริงอยู่ การทำอาหารกินเองนั้นทำให้ประหยัดทรัพย์ไปได้มากโข
แต่การได้ลองรสชาติแท้ๆ ที่หากินที่ไหนไม่ได้แล้วก็น่าเสี่ยงที่จะลองดู
ยกตัวอย่าง คุณคิดว่าจะมีอ่อมที่ประเทศไหน มันถึงเครื่องถึงรสได้เท่าที่บ้านเราไหม
หรือจะมีต้มแซ่บที่ประเทศไหนมันจี๊ดใจได้บรรยากาศเราบ้าง
มันไม่มีหรอก เพราะอาหารอร่อยไม่ใช่ขึ้นอยู่กับรสชาติอย่างเดียว
แต่ยังขึ้นอยู่กับบรรยากาศและคนนั่งกินร่วมด้วย ฮา ฮาเวอร์ได้อีก
เอาเป็นว่าผมแนะนำว่าให้หอบสัมภาระอาหารของเรามาแต่พองาม
สักหนึ่งส่วนห้าของกระเป๋าก็น่าจะเพียงพอแล้ว
แต่ไม่ต้องถึงขั้นว่าให้คุณแม่ทอดปลาเตรียมไว้ หรือตากแห้งไว้รอแล้วห่อมาเผื่อกินทั้งเดือน
แบบนั้นมันก็จะดู ..... เกินไป
2. เสื้อผ้า หน้าผ่อน
เสื้อผ้านี่สำคัญ บางท่านคิดว่าไปเมืองนอกต้องหนาวตลอด
แบกเสื้อขนมิ้ง ขนหมา เอ้ย ขนมิ้ง ขนเป็ดจัดลงกระเป๋า
เอ่อ...มันก็ไม่เสมอไป ถ้าเราไปอยู่แอฟริกา
หรือประเทศแถบตะวันออกกลางที่อุณหภูมิสูงปรี๊ด 40 องศา ต่อวัน
พอไปถึงจริงแดดร้อนเปรี้ยง อาจจะอยากเขวี้ยงเสื้อทิ้งทันที
แบกไปก็ดูไร้ประโยชน์ แถมยังดูเกะกะแบกน้ำหนักไปอีก
ผมไม่ทราบว่าเดี๋ยวนี้เขาจำกัด นน.กระเป๋าไว้ที่เท่าไหร่
ถ้าตอนที่ผมมารู้สึกว่าสำหรับนักเรียนจะได้ไม่เกิน 30 กิโลกรัม
ลองคิดดูสิครับ กระเป๋าไปแล้วห้ากิโล เสื้อผ้าอีกสิบ ปลาร้าอีกสองไห ไหละ 5 กิโล
อ้าว น้ำหนักจะเกินแล้ว จบกัน ยังไม่ได้ยัดห่ามาม่าเลย เอ้ย
สรุปไม่ได้เอาอะไรอย่างอื่นมาพอดี
เขาว่าเรื่องการจัดกระเป๋า ใช้หลักการพอเพียงมาช่วยด้วย ท่าจะดี
คือผมว่าเสื้อผ้าไม่ต้องเอามาเยอะก็ได้ ถือซะว่าเอามาสักหนึ่งส่วนของกระเป๋า
ส่วนเสื้อแจ็คเกตกันหนาว ก็น่าจะติดตัวเก่งมาสักตัว พอกันหนาวได้ไม่ตายก่อน
บางทีเสื้อผ้ากันหนาวที่ซื้อมาจากบ้านเรา มันก็ไม่เหมาะกับอากาศที่นี่
อาจจะอุ่นจริง แต่หนักโฮก เหมือนกับใส่เสื้อไปพร้อมกับแบกข้าวสารไป
เสื้อผ้าที่ต่างประเทศนั้นก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิด
และเสื้อกันหนาวของเขาก็กันหนาวได้จริงตามอากาศ และแถมยังเบาอีกด้วย
ส่วนเสื้อคอเต่า คอห่าน ของเขาก็ดูจะเข้ากับบ้านเมืองได้ดี
อย่างประเทศแฟชั่นล้ำๆ อย่างญี่ปุ่น สำหรับท่านที่ชื่นชอบแฟชั่นถือว่าเป็นสวรรค์
เสื้อผ้าเขาก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิดและคุณภาพก็สมกับราคาทีเดียว
ส่วนรองเท้านั้น แนะนำว่าให้พกร้องเท้าแตะแล๊ปแป๊บมาด้วยสักคู่ก็ไม่ผิดนัก
หรือถ้าไม่อยากบ้าหอบมาก ก็มาซื้อหาที่นี่แล้วกัน
แต่สำหรับท่านที่รักประหยัด แบกดาวเทียมมาประกาศสักดาให้โลกรู้ก็ได้อยู่
3. ยารักษาโรค
คนทั่วไปอาจจะลืมความจริงข้อนี้ว่ายาสำคัญมากกว่าอาหารอีก
เนื่องจากการที่เราเดินทางมาใหม่ๆ อาจจะไม่คุ้นชินกับภาษาหรือสถานที่
จะไปซื้อหายูกยาที่ไหนได้ แล้วเกิดท้องร่วงท้องเสีย แม่งต้องพูดว่าไงดี
แล้วต้องไปถามอาซิ่ม อาแปะที่ไหนล่ะ
เอางี้ครับ ผมว่าจัดยาสามัญประจำตัวมาด้วยเลยจะดีสุด
แต่ก็จะมียาบางประเภทสำหรับบางประเทศห้ามนำเข้า ก่อนไปก็ลองศึกษาดูให้ดีก่อนครับ
ที่ขาดไม่ได้หลักๆ น่าจะจัดยาพวกแก้ปวด แก้ป่วยต่างๆ นาๆ
ท้องร่วง ท้องเสีย ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น เล็กๆ ก็พอ ไม่ต้องเอาตู้ยาสามัญประจำบ้านมาด้วย
อันนั้นออกแนวอีเวอร์ บ้าหอบฟาง เหมือนจะมาเปิดร้านยาขายแข่งกับคนพื้นเมืองเอง
ไม่งามครับ ไม่งาม
จัดมาสักห้าชุดสิบชุดก็พอแล้ว
คนเราก็คงไม่ได้ป่วยเป็นลมเป็นแล้งกันทุกวันทั้งปี
ส่วนยา แก้ปวด แก้ป่วย ผมหมายถึงพารา ติดมาสักกระปุกก็ดีครับ
สำหรับท่านที่มีโรคประจำตัว ต้องใช้ยาประจำตัวก็อย่าลืมเตรียมมาด้วย
พร้อมกันนั้นก็น่าจะมีหนังสือจากคุณหมอด้วย
เพราะบางทีก็เผื่อ ตม. เขาถามหรือเสือกไปสะกิดต่อมอยากรู้เขาขึ้นมา
จะได้บอกถูกว่ายาที่ฉันถือมา เอามาด้วยคือยาอะไร ไม่ใช่ยาม้า ยาอีนะจะบอกให้
ไม่งั้นถ้าดูมีพิรุธ จะซวยถูกกักตัวเอาเปล่าๆ
ยังไม่ทันได้มาแรดในประเทศที่อยากมาเลย โดยจับเข้าคุกส่งตัวกลับซะงั้น
แบบนี้มันจะไม่งาม ไม่งาม
4. เอกสารการเดินทาง
อันนี้น่าจะรู้กันนะครับว่าหมายถึงอะไรกันบ้าง
ก็คงจะหมายถึง พาสปอร์ต ใช่แล้วครับ ไม่เอามาก็ออกประเทศไม่ได้อยู่ดี
นอกจากนี้สำหรับท่านที่มาเรียน น่าจะมีเอกสารที่ติดต่อจากทางโรงเรียนอยู่บ้าง
ไม่ว่าจะเป็นเอกสารจ่ายค่าเรียน ค่าหอ หรือว่าเอกสารรับรองต่างๆ
แนะนำว่าให้ถ่ายเอกสารไว้ครับ แล้วใส่ลงไปในแฟ้มพลาสติกใสเดียวกัน
หรือตัวจริงก็ด้วย แนะนำว่าให้พกติดตัวใส่ไว้ในกระเป๋าถือ
ไม่ใช่เอาไปใส่ไว้ในกระเป๋าไว้โหลดลงท้องเครื่องนะครับ
บางที ไปถึง ตม. บางทีเฮียแกอาจจะอาร์ต สงสัยเราขึ้นมาว่าเอ็งมาเรียนจริงป่าว
เลยจะขอดูเอกสารต่างๆ นาๆ เพื่อยืนยันว่าข้ามาเรียนจริงนะเฟ้ย
ตอนนี้แหละ ถ้าเอาไปใส่ไว้ในกระเป๋าใหญ่ ก็ซวยกันล่ะทีนี้
จะบอกเขาว่าอยู่ในกระเป๋าใหญ่ ขอหนูผ่านเข้าไปค้นก่อนได้ไหม ก็คงเป็นไปไม่ได้
พี่แกจะเอาเรื่องเอาราวขึ้นมา เราหน้าซีดหน้าเผือกกันตอนนั้น
จบกัน ชีวิตที่ฉันใฝ่ฝันว่าจะมาเรียน จบแล้ว จบกัน โดนส่งกลับซะงั้น
ความจริงมันก็ไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่กันไว้ก็ดีกว่ามาแก้ทีหลังมิใช่หรือ
ผมแนะนำว่าเอกสารต่างๆ นี่ให้ใส่ไว้ในกระเป๋าที่เราจะติดตัวไปด้วยทุกที่ ทุกเวลา ทุกนาที
มีอะไรจะได้เอาออกมาโชว์เขาให้รู้กันไปว่าฉันเป็นใครและจะไปทำอะไร
เอาล่ะครับ ขอจบส่วนแรกไว้ที่นี่ก่อน แล้วมาต่อกันงวดหน้าครับ
ปล. เฉลยคำถามชิงรางวัลเมืองไม้โตเกียว 1.2
คำถาม ถามว่าปุ่มนี้มีไว้ทำอะไร (+10)
1. สัมผัสแล้วปล่อยเสียง
2. สัมผัสเพื่อกดชักโครก
3. สัมผัสเพื่อให้น้ำที่ก็อกล้างมือออกมา
4. ป้ายบอกห้ามสูบบุหรี่
สัมผัสปุ๊บ ชักโครกทำงานทันทีครับ
