2011/11/30

เมื่อวานนี้ ผมไปร้านหนังสือมา
เจอนิตยสารเล่มหนึ่ง จำได้ว่าเมื่อก่อนนั้นซื้อมาอ่านบ่อย
หลังๆ มานี้ไม่ค่อยได้ซื้ออ่านเท่าไหร่ ด้วยเหตุผลหลายอย่าง
ช่วงหลังมานี้ผมมักจะซื้อเล่มที่อยากอ่านเท่านั้น
ไม่น่าจะถือว่าตัวเองเป็นแฟนพันธุ์แท้อะไรกับเขาเท่าไหร่
ไม่ถึงขั้นว่าต้องซื้อมา อ่านเสร็จแล้วห่อพลาสติกเก็บไว้อีกที เพราะกลัวมันเก่า

ผมจำได้ว่าเมื่อช่วงแรกที่นิตยสารเล่มนี้เริ่มเติบโต
ผมเห็นเอกลักษณ์ ความชัดเจน และความมีตัวตน ไฟลุกพลุ่งพล่านในตัวผู้ทำนิตยสาร
เหมือนวัยรุ่นที่พร้อมจะทุละทุลวงทุกกรอบ 
เดี๋ยวนี้ก็เชื่อว่ายังคงมีอยู่เช่นเดิม แต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบไปเยอะ
จากคอลัมน์เก่าๆ ที่เคยมีในนิตยสาร ก็เปลี่ยนแปลงไปตามสมัยนิยม
 
 
 
 
 
 
คอลัมน์นิสต์หลายท่านที่ผมติดตามผลงานเขาอยู่อย่างเงียบๆ
และมักจะรีบเปิดอ่านคอลัมน์เขาก่อนทุกครั้งที่ซื้อนิตยสารเล่มนี้มาอ่าน
ซึ่งช่วงหลังมานี้คอลัมน์ที่ผมชอบก็ไม่มีอีกแล้ว และไม่ทราบด้วยว่าคอลัมน์นิสต์ท่านนั้นไปเขียนที่ไหน
เหมือนกับญาติสนิทเริ่มหายไปทีละคน จนสุดท้ายผมเลยไม่ค่อยได้ซื้อมาอ่านสักเท่าไหร่

ช่วงแรกที่ซื้อมาอ่าน ผมยังจำได้ว่านับหน้าโฆษณาได้ (ว่าน้อยจริงๆ)
ก็เอาช่วยว่าสักวันหนึ่งนิตยสารเล่มนี้จะไม่หายไปเหมือนกับนิตยสารหลายเล่มที่ผมชอบอ่าน
แต่ช่วงหลังมานี้ ถ้าผมไม่ได้คิด(มาก)ไปเอง
ผมรู้สึกว่าโฆษณาจะเยอะกว่าเนื้อหาในนิตยสารเสียอีก
บางทีก็มาในรูปแบบของโฆษณาแฝง คล้ายๆ กับในรายการทีวีทุกวันนี้ ที่เต็มไปด้วยโฆษณาแฝง
และผู้เขียนหน้าใหม่ๆ ก็เข้ามาจับจองแต่ละคอลัมน์กัน เขียนเล่าเรื่องในแบบที่แตกต่างกันไป
ให้อารมณ์ต่างจากเมื่อก่อนที่เหมือนได้สัมผัสกลิ่นน้ำหมึกกันอย่างจริงจัง
 
 
 
 
 
 
ผมว่าการมีโฆษณาก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะการทำนิตยสารก็ถือเป็นการทำธุรกิจ
และธุรกิจนี้จะอยู่รอดได้ ไม่ใช่เฉพาะผู้บริโภคอย่างเราที่ซื้อหนังสือเท่านั้น
เจ้าของนิตยสารจำเป็นจะต้องหาโฆษณาเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระอีกมากมาย
ซึ่งกว่าจะมาเป็นนิตยสารเล่มหนึ่งได้นั้นคงใช้เงินมากมายมหาศาลเช่นกัน

แต่บางทีในฐานะผู้บริโภคที่อาจจะเห็นแก่ตัวมากไปหน่อยอย่างผม
กลับรู้สึกว่าแทนที่ผมจะได้อ่านนิตยสารที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหา
แต่ช่วงหลังมานี้กลายเป็นมาต้องมาผจญกับหน้าโฆษณามากมายกว่าจะถึงเนื้อหาจริงๆ
เอาเข้าจริงผมเริ่มจะแยกไม่ออกแล้วว่าอันไหนโฆษณา อันไหนเนื้อหา
เพราะบางคอลัมน์ก็แทบจะเป็นการโฆษณาเสียมากกว่าจะพยายามเล่าเรื่องอะไรสักอย่าง
 
 
 
 
 
 
อย่างที่ผมได้บอกไปตอนต้นว่า เมื่อวานผมไปร้านหนังสือมา
ผมเห็นนิตยสารเล่มใหม่วางแผงแล้ว เลยลองซื้อกลับมาบ้านเห็นว่าน่าสนใจดี
แต่ปรากฎว่าข้างในนั้นกลับทำผมหนักใจ
จู่ๆ ผมก็คิดถึงอดีตเมื่อไม่เกิน 10 ปีมานี้ว่า นิตยสารเล่มนี้มันเคยมีหน้าตาแบบไหน

วันนี้ผมแทบจะจินตนาการไม่ออกแล้วว่ามันจะเปลี่ยนไปอีกแค่ไหน
บางทีผมก็อาจจะเป็นแค่คนแก่ที่ต้องคอยคิดถึงความทรงจำดีดีเก่าๆ
เมื่อวานผมเปิดนิตยสารดูคร่าวๆ ความรู้สึกเศร้ามันถาโถมเข้าหาผมอย่างไม่ทันตั้งตัว
ผมจำหน้านิตยสารเล่มเดิมไม่ได้แล้ว
 
 
 
 
 
มีหลายคนชอบบอกว่า โลกมันเปลี่ยน เราต้องเปลี่ยนตาม
แต่ผมกลับคิดอีกอย่าง อะไรที่มันดีอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมันก็ได้


: (
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

http://www.coachoutletcoachoutletonline.us

#14 By coach outlet (111.175.74.23) on 2012-03-26 16:38

ต้นทุนทำนิตยสารมันสูงอยู่นะครับ ราคาหน้าปกนั้นไม่ได้สะท้อนต้นทุนซักเท่าไหร่ ดูตัวอย่าง "ฮิฮิ" คนซื้ออ่านถล่มทลาย แต่อยู่ไม่ได้ เพราะไม่มี sponsor

#13 By jarijira (183.89.12.28) on 2012-02-28 17:48

Hot! ปกติไม่ค่อยได้อ่านนิตยสารเท่าไหร่ แต่ก็เห็นด้วยค่ะ เพราะสาเหตุที่ไม่ชอบอ่านนิตยสารเพราะโฆษณาเยอะ บางทีเนื้อหาก็ไม่จบในตอนเดียวชวนให้ค้างๆคาๆ เลยชอบอ่านเป็นหนังสือมากกว่า แต่...เดี๋ยวนี้เปิดดูสื่อต่างๆก็เห็นโฆษณาเต็มไปหมด ขนาดช่องการ์ตูนที่ไม่ค่อยมีโฆษณา ช่วงหลังๆมานี้โฆษณาถี่และนานขึ้นกว่าสมัยที่เรายังเป็นเด็กมาก

#12 By mzither(look chin pla) on 2011-12-03 20:20

แหม มีคนมาเฉลยชื่อนิตยสารซะแล้ว open-mounthed smile
รู้สึกอย่างงั้นเหมือนกันค่ะ อ่านฉบับเก่า ๆ แล้วดูตั้งใจทำมากกว่า เพิ่งรู้ว่าไม่ได้รู้สึกไปเองคนเดียว แต่ทุกวันนี้น้ำปายยังซื้อทุกเล่มนะ เพราะชอบบ.ก.

#11 By namnampai on 2011-12-02 17:16

^
คิดเหมือนกัน
พออ่านแล้ว ได้แต่ถอนหายใจ
จากเมื่อก่อนสมัครสมาชิกรายปี พอครบปีก็ไม่ต่อแล้ว
ไฟแห่งความสนุกมันหายไปแล้ว
บางเล่มเช่าอ่านแล้วยังรู้สึกว่าไม่คุ้มเลย sad smile

#10 By bakabo ลั๊ลล๊า~ on 2011-12-01 15:30

a day...

#9 By Thatwednesday on 2011-12-01 14:56

เลิกซื้อไปเหมือนกัน เปิดจากปกเท่าไรไม่ถึงเนื้อหาซักที เป็นโฆษณาไปครึ่งเล่มแล้ว sad smile

#8 By Bluemood Manga and CG on 2011-12-01 14:14

ア デー でしょうか?

#7 By tapum on 2011-11-30 22:33

คิดว่าน่าจะเดาออกได้ว่าเป็นนิตยสารเล่มไหน

ในความเห็นป้า ป้าเห็นด้วยว่า มีโฆษณาได้

แต่ต้องอยู่ในความพอดี

แล้วก็อย่าลืมตัวตนของตัวเองไปเสีย

#6 By ป้าแอ๊นจ้า on 2011-11-30 22:04

รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ น่าจะเป็นนิตยสารเล่มเดียวกัน sad smile

#5 By อรวินท์ on 2011-11-30 20:39

เห็นด้วยตาม#2ครับ เดี๋ยวนี้ผมก็เริ่มรู้สึกว่าภาพยนตร์หลายๆเรื่อง หรือแม้แต่โรงหนังก็ดำเนินตามเ้ส้นทางประมาณนี้แล้ว

ผมเชื่อว่าเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง จะมีหนังสือเกิดใหม่ขึ้นมาอีก และมาจับกลุ่ม"คนอ่าน" เป็นหลัก เหมือนเช่นเคย แล้วถ้าเสียจุดยืนไปก็จะกลายเป็นนิตยสารที่ขายโฆษณาแทน อาจจะเป็นเพราะแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานลดลงตั้งแต่ตอนที่ทำสำเร็จในยุคแรกๆแล้ว ยุคหลังๆจึงกลายเป็นเรื่องของกำไรครับ

ส่วนตัวผมเดาๆไว้้ล่มนึงพี่พงคุงหมายถึงนิตยสารเล่มไหน ถ้าใช่เล่มนั้นผมไม่ใช่คนติดตามนิตยสารเล่มนั้นมาตั้งแต่ต้น เพิ่งมาสนใจเอาช่วงหลังๆ แต่ไม่เคยคิดจะซื้อครับ เพราะบทความแนวๆนี้ ผมชอบอ่านเป็นพอคเกตบุคมากกว่า และรู้สึกว่าในนิตยสารโฆษณาเยอะเกินไป sad smile

#4 By Faith on 2011-11-30 19:25

เวลาเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน สิ่งต่างๆเปลี่ยนก็คงต้องปรับตัวแต่ปรับมากเกินไปมันก็ใช่ที่...
คิดว่าพอจะรู้อยู่ค่ะว่านิตยสารเล่มไหน

#3 By ลูกชิ้น on 2011-11-30 19:24

สมัยก่อน:
ผู้อ่าน คือ ลูกค้าหลักของนิตยสาร

ปัจจุบัน:
โฆษณา,สปอนเซอร์ คือ ลูกค้าหลักของนิตยสาร -__-"

ไม่ว่านิตยสารจะขายได้หรือไม่
เขาก็ได้กำไรจากค่าโฆษณาอยู่แล้วค่ะ

#2 By Amichan~ on 2011-11-30 17:32

อ่า...ถ้าผมเดาไม่ผิด คงเป็นนิตยสารเล่มหนึ่งที่ผมก็มีความรู้สึกดีดีกับมันเหมือนกัน คงเป็นเล่มเดียวกันเป็นแน่

หน้าโฆษณาทำเอาผมแทบเลิกซื้อ เปลี่ยนมาซื้อเล่มที่ชอบเท่านั้นเหมือนกันsad smile sad smile

#1 By แมวหน้าแว่น on 2011-11-30 16:54