เรียนต่อป.โทในญี่ปุ่น
posted on 30 Oct 2009 18:57 by future7
สวัสดีครับ
ขอเล่าเกี่ยวกับ เอ็นเอชเค เมื่อเอนทรี่ก่อนนะครับ
สรุปว่าเอ็นเอชเคเนี่ย โดยธรรมเนียมปฎิบัติแล้ว เราก็ต้องจ่ายเงินนะครับ
แต่ก็ไม่มีใครมาลากคอบอกว่า "มึงต้องจ่ายนะเว้ยย" (เหมือนกัน)
มันเป็นเหมือนการลงขันช่วย เพื่อให้สถานีเอ็นเอชเคสามารถทำงานต่อไปได้
แต่ที่ผมเล่าไปเมื่อเอนทรี่ก่อน ผมไม่ได้ต้องการจะทำลายภาพลักษณ์
ดิสเดรดิตอันดีงามของเอ็นเอชเคแต่อย่างใด
เอาเป็นว่าผมคิดว่าที่ผมกับเพื่อนเจอไปนั้น
ผมกับเพื่อนแค่สงสัยว่าอาจจะไม่ใช่คนที่มาเก็บเงินค่าเอ็นเอชเคจริงๆ นั่นเองครับ
ส่วนสิ่งที่เราควรทำจริงๆ ก็คือต้องจ่ายเงินให้ถูกต้องไปล่ะครับ
เอาล่ะ มาว่ากันต่อ . . .
มีคนถามเกี่ยวกับเรื่องเรียนต่อญี่ปุ่นเยอะมากครับ
จนผมคิดว่าตัวเองเป็นตัวแทนกระทรวงการศึกษาญี่ปุ่นไปแล้ว
ฮ า ฮา ว่าไปโน่น
เอาล่ะครับ ไหนๆ ก็ไหนๆ ผมยกมาตอบทั้งหมดทั้งมวลในเอนทรี่นี้เลยละกันนะครับ
ว่าประวัติความเป็นมามันยังไง ผมแถไถมาเรียนโทได้ยังไง ต้องทำอะไรบ้าง บลาๆ
เอนทรี่นี้ ยาวมาก มีสาระ(คิดเอง) ไม่ขำขัน (คิดเองอีก) และคงอ่านกันเหนื่อย (อันนี้จริง)
ถ้าหากสนใจจะเรียนต่อญี่ปุ่น อ่านตั้งแต่เริ่มจนจบครับ
ถ้าไม่สนใจ แนะนำว่าปิดหน้านี้ไป ลบบล็อกออกจาก fav ไปเลย เอ้ยยย ไม่ช้ายยยย
คลานเข่าไปตามแฟนๆ กลับมาครับ กลับมา ผมล้อเล่น
ถ้าไม่สนใจก็อ่านได้อยู่แล้นนน
มาเรียนญี่ปุ่นยังไง ก็จะดูกว้างขวางเหมือนมหาสมุทรอยู่สักหน่อย
บีบให้มันแคบลงเป็นแม่น้ำละกัน
เรียนอะไรมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยการอาชีพ แนะ แคบละ
งั้นเอาแคบอีก ให้เหลือแค่คลองก็พอละ
เรียนมหาวิทยาลัยละกัน แล้วเรียนป.โทด้วย เห็นไหม แค้บ แคบ
1. เรียนป.โท ในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นต้องทำยังไงบ้าง
และคุณจะมาญี่ปุ่นโดยทุนอะไร
ก. มาเรียนทุนตัวเอง -ไปที่ข้อ 2
ข. เขาส่งมาเรียน (ได้ทุน)- จบแบบสอบถาม -*-
ถ้ามาทุนตัวเอง
ต้องเข้าใจอย่างงี้ก่อนครับว่า การที่เลือกจะมาเรียนญี่ปุ่น
หมายถึงคุณเลือกที่จะมาเริ่มเรียนภาษาที่สามแล้วนะ
อย่ามากระแดะว่าฉันพูดภาษาอังกฤษก็ได้ ไม่จริ๊งงง
จริงอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยคุณอาจจะใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้(บ้าง)
แต่ชีวิตนอกมหาวิทยาลัยนี่มันภาษาญี่ปุ่นเกือบล้วนๆ ครับ
เอาล่ะ แล้วถ้าอยากได้ภาษาญี่ปุ่นด้วย ก็คงต้องมาเรียนภาษาญี่ปุ่นก่อนสินะ
แต่ถ้าไผอยากข้ามขั้นตอนเข้ามหาวิทยาลัยเลยก็ได้ ไฮโซไป
เอาล่ะๆ อาจจะเรียนภาษาสักปีหรือสองปีก็ว่ากันไป
หรือจะเรียนน้อยกว่านั้นสามเดือน หกเดือนก็ว่ากันไปอีก
แล้วแต่ต้นทุนที่มีอยู่นะครับว่ามีเท่าไหร่
ถ้ามีเวลามาก ไม่มีปัญหาเรื่องเงิน ผมแนะนำว่าเรียนภาษาญี่ปุ่นไปจนกว่าจะได้
เอาถึงสอบผ่านระดับหนึ่งไปเล้ย ดีที่สุด
ไม่ต้องกระแดะอ็อบแอ็บว่ากูจะเรียนสายวิทย์ไม่เห็นเกี่ยว
แหม...ที่เลือกมาเรียนโดยทุนตัวเองก็เพราะชอบญี่ปุ่นใช่มะละ ถ้าใช่ก็เอาญี่ปุ่นด้วยเล้ย
จัดไปครับ จัดไป
หลังจากที่เรียนภาษาญี่ปุ่นละ
สำหรับท่านที่จะเรียนโท ส่วนจะเรียนตรีนี่ก็ต้องไปฟาดฟันกับเด็กญี่ปุ่นอีก
แม่งยิ่งกว่าสงครามกลางเมือง
เอางี้ขนาดคนญี่ปุ่นเองมันยังตบตีกันแทบตายกว่าจะได้เข้ามหาลัยที่มันอยากเข้า
แล้วเราล่ะ ในกรณีจะเรียนตรีนี่ต้องได้ภาษาญี่ปุ่นอย่างแรวงงครับ
เอาล่ะๆ พูดถึงป.โท สายวิทย์นะ สายศิลป์ไม่รู้ พิมพ์ไปเดี๋ยวเขาหาว่านั่งเทียนพิมพ์อีก
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ระบบการศึกษาญี่ปุ่นคล้ายเรามั่กๆ
แต่ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลต่างกันอย่างสิ้นเชิง
มหาลัย(ขอใช้แบบนี้พิมพ์ง่ายดี)ที่ญี่ปุ่นแบ่งออกเป็นรัฐบวม เอ้ย รัฐบาล, เอกชน และมหาลัยเมือง
แนะ มีมหาลัยของเมืองด้วยนะเว้ย
นั่นแหละ
และระบบการศึกษาระดับป.โท บางที่ (เน้นว่าบางที่) มีสอนภาษาอังกฤษ
แต่ ไม่ใช่ทุกที่
สอนภาษาอังกฤษที่ว่าก็คือ เลคเชอร์ก็ภาษาอังกฤษด้วย อาจารย์ก็พูดอังกฤษ
เอ่อ แล้วจะมาเรียนภาษาอังกฤษที่ญี่ปุ่นทำไมใช่ไหมครับ -*-
ผมว่าไปอเมริกายุโรปถ้าจะสั่งสมประสบการณ์ได้ดีกว่า
แต่ใครจะมาเรียนภาษาอังกฤษในญี่ปุ่นนั้น มันไม่ผิด แต่ มันไม่ค่อยได้ใช้
ออกนอกมหาลัยเราก็ใบ้แดกทันที ถึงเราไม่ใบ้แดก แต่คนฟังเรามันตอบไม่ได้ก็ใบ้แดกแทนเรา
เอ่อ พอกันล่ะ
เอาล่ะๆ ตัดสินใจแล้วว่าจะเรียนป.โท
ระบบป.โท ของญี่ปุ่นนี่อาจจะต่างจากบ้านเราสักนิด
เพราะแม่งมีฟังก์ชั่นพิเศษ ก็คือ "นักศึกษาหัวใจ" เอ้ย "นักศึกษาวิจัย"
นักศึกษาวิจัย คือ ระบบเรียนก่อนเป็นนักศึกษาป.โท จะเป็นหรือไม่ก็ได้
คืออารมณ์ว่ามาลองงานในแล็ปดูก่อน ไม่ได้เครดิตใดใดทั้งสิ้น
ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นนักศึกษาวิจัยก่อน แล้วค่อยเข้าป.โท
แต่สอบเข้าป.โทเลยก็ได้
การเป็นนักศึกษาวิจัย ทำให้เราได้มีโอกาสปรับตัวบลาๆ เอิงเอย
อันได้แก่ คัลเจอร์ช็อก ก็อก แก็ก ๆ รู้จักวัฒนธรรมมหาลัย บลาๆ เบลอๆ
อยากไปลองเรียนวิชานั้น ลงเรียนวิชานี้ดูได้ไม่เสียหายอะไร
เกรดเกริดอะไรก็ไม่ได้ ได้แค่ความสะใจส่วนตัว
เอาล่ะ จะเป็นนักศึกษาวิจัยได้อย่างไร
ก็ต้องติดต่อแอดไวเซอร์ก่อนเป็นอันดับแรก มีหัวข้อวิจัยที่ตรงกันมั้ย
มันเป็นเรื่องที่เราอยากทำหรือเปล่า และอาจารย์ก็ทำอยู่ไหม
ผมไม่แนะนำให้เลือก เพราะอยากเรียนมหาลัยนี้
มันไม่มีประโยชน์ ถ้าสิ่งที่เราอยากทำนั้น กลับไม่ได้ทำจริงๆ
สมมติว่าอยากเข้าเกียวได แต่ไม่มีอาจารย์คนไหนทำวิจัยในหัวข้อที่ใกล้กับเราเลย
ถึงเราจะพยายามแถไถตอแหลหลอกล่ออาจารย์ให้รับเรา
มันก็ได้ครับ แต่รับแล้ว เรียนไป ทำวิจัยไป เราไม่มีความสุขกับมัน นรกเกิดล่ะทีนี้
การเรียนที่ญี่ปุ่น มหาลัยญี่ปุ่น กับคนญี่ปุ่น
เราต้องปรับตัวหลายอย่าง เนื่องด้วยวัฒนธรรมที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
ใครอาจจะมองว่าเอเชียเหมือนกัน ผมขอตอบว่าไม่ คนญี่ปุ่นพิเศษกว่านั้น
ถ้าอยากรู้ว่ามีฟังก์ชั่นพิเศษยังไง ให้ตามหาอ่านเอาแถวๆ นี้ครับ เขียนไว้หลายเอนทรี่
นอกจากนี้เราต้องมีความอดทนเสริมกำลังเข้าไปอีกหลายทบ
เอางี้ ถ้าให้ผมแนะนำตามสไตล์คนชั่วๆ แนะนำ
ผมแนะนำว่าไม่อยากให้เรียนเพราะชื่อเสียงของมหาลัย แต่เรียนในสิ่งที่อยากเรียนเถอะ
เพราะหลังจากนี้มันจะอยู่กับเราไปอย่างน้อยก็สองสามปี
ถ้าหนักหน่อยมารู้ตัวว่าไม่ชอบ แต่กลับไม่ได้ไปไม่ถึงแล้ว มันไม่มีทางเลือกไหนนอกจากต้องทนและทำต่อ
เอาล่ะๆ ติดต่ออาจารย์ยังไง
ก็ไปหาดูข้อมูลของงานวิจัยที่เราสนใจตามเวบมหาลัยต่างๆ
มันก็จะมีลิ้งไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็อาจจะมีลิ้งค์อีเมลอาจารย์แปะหราอยู่
ตัดสินใจละว่าอยากทำกับอาจารย์คนนี้แน่ ก็เมลไม่เลย
ไม่ต้องเกรงใจเขา แสดงความอยากให้เขาเห็น
เขียนอะไรในเมลบ้าง นี่ก็ปัญหาโลกแตก
เขียนไปครับ คุณเป็นใครมาจากไหน เรียนอะไร ทำอะไรมา(หัวข้อที่เคยทำ)
แล้วในอนาคตสิ่งที่อยากทำคืออะไร เพราะอะไร
แล้วทำไมต้องอาจารย์ บลาๆ เขียนไปให้หมด
ส่งไปครั้งแรก ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก
อย่าเพิ่งหมดหวัง ลองพยายามส่งไปเรื่อยๆ เป็นจังก์เมลอะไรก็ว่าไป
ให้อาจารย์เห็นว่าอยากเรียนด้วยจริงๆ นะเว้ย กูน่ะจริงจัง ขอร้องล่ะ
หลังจากที่ท่านตอบรับมา เรียกเรามาคุยด้วย
หลังจากนี้ก็ไม่ต้องบอกแล้วนะว่าควรทำยังไง ก็ตามน้ำไป
นักศึกษาวิจัยจะได้เป็นหรือไม่ได้เป็นขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของอาจารย์ล้วนๆ
ถ้าอาจารย์บอกได้ ทุกอย่างในโลกนี้ได้หมด
ที่มหาลัยญี่ปุ่นอาจารย์ใหญ่กว่าสำนักทะเบียน เปลี่ยนโลก สร้างโลก
อาจารย์ว่าไง ทะเบียนต้องว่าตามหมด
เอาเป็นว่า อาจารย์นี่แหละ คือ คนที่จะกุมชะตาคุณในมหาลัยทั้งชีวิต
มีคำถามตามมาอีกล่ะ
ต้องสอบนั่นนี่นี่นั่นมั้ย ต้องได้เกรดเท่าไหร่ ต้องอะไรยังไง
คือถ้าไม่ได้ขอทุนจากไทยมาเรียน เกรดเท่าไหร่ก็ได้ครับ
ขอให้มีความอยากให้มาก อยากให้พอ อยากไม่พอ ต้องอยากให้พอ
เอาล่ะ หลังจากที่อาจารย์รับแล้ว เราได้เป็นแน่ๆ นักศึกษาวิจัย
มาพูดถึงกรณีข้ามชอต ไม่เป็นนักศึกษาหัวใจ เอ้ย วิจัย
ก็สอบเข้าโทเลย
เดี๋ยวนี้ (ในปีหน้า)
กระทรวงศึกษาญี่ปุ่น มีนโยบายจะรับนักศึกษาต่างชาติเพิ่มขึ้น
มหาลัยบางที่ จะมีโครงการนำร่องเรียนแบบภาษาอังกฤษ
คือสร้างอังกฤษคอร์สขึ้นมาในมหาลัย
ประมาณว่าคุณพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ก็สามารถเรียนมหาลัยญี่ปุ่นได้
ซึ่งทั้งมหาลัยรัฐและเอกชนก็เริ่มละ
อย่างมหาลัยผมก็เริ่มปีหน้า
เงื่อนไขก็คงเหมือนกับเข้ามหาลัยในยุโรปหรืออเมริกา
คือต้องมีคะแนนสอบโทเฟล (คิดว่าอย่างต่ำน่าจะร้อยต้นๆ iBT )
เกรดเฉลี่ย ก็คงต้องสามขึ้น ประมาณนี้
(ทุกอย่างยังไม่มีเกณฑ์แน่ชัด แต่คิดว่าการแข่งขันสูงพอตัวครับ)
อันนี้คือโครงการนำร่อง
หรืออีกแบบก็คือเข้าแบบสอบเข้าปกติ
เรียนคอร์สที่สอนภาษาญี่ปุ่น เลคเชอร์ภาษาญี่ปุ่น
ก็ต้องสอบเหมือนกับที่นักศึกษาอื่นๆ สอบกัน ซึ่งแต่มหาลัยไม่เหมือนกัน
ผมจึงไม่สามารถบอกได้ว่าข้อสอบเป็นแนวไหน
แต่ที่แน่ๆ ก็คงเป็นสาขาที่เราจะเรียน และมีสอบสัมภาษณ์ด้วยครับ
เอาล่ะๆ เตรียมตัวอย่างไร
อื่นๆ ยิบย่อย มันขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัยและอาจารย์
อย่างที่ผมได้บอกไปครับ
สุดท้าย
อยากเรียน ก่อนอื่นทิ้งสิ่งเหล่านี้
1. ความกลัว
2. ความกลัว
3. ความกลัว
และสร้างสิ่งเหล่านี้
1. ความกล้า
2. ความกล้า
3. ความกล้า
4. ความกล้า
ทุกอย่างในโลกนี้มีความเสี่ยง ไม่มีอะไรไม่มีความเสี่ยง
จะได้หรือเสียก็ต้องเสี่ยง
ถ้าไม่เสี่ยงก็ไม่มีทางรู้ว่าจะได้ไหม
อย่าเพิ่งล้มก่อนยังไม่ได้เริ่มครับ
สู้ต่อไป
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
7 ข้อ ลองคิดให้ดีก่อนมาเรียนต่อที่ญี่ปุ่น
http://future7.exteen.com/20090307/entry
เรียนต่อป.โทที่ญี่ปุ่นอย่างมีเซี้ยงจี๊
http://future7.exteen.com/20090211/entry


อยากไปบ้าง แต่สายไปแระ
#1 By เด็กวัดจอมทะเล้น on 2009-10-30 19:02