ทางเลือก
posted on 11 Oct 2009 19:52 by future7
สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้องประชาชน (แหม..อย่างกับนักการเมืองเลยนะ)
ถ้าอ่านเอนทรี่นี้อย่างใจเป็นธรรม และไม่มีอคติ
จะไม่รู้สึกว่าผมกำลังโอ้อวดเรื่องตัวเองนะครับ
ถ้าสัมผัสได้ ผมแค่เล่าให้ฟังครับ ไม่มีเจตนาแอบแฝง
เอาล่ะครับ จะมาเล่าชีวิตช่วงที่ผมหายไปสี่ห้าวันที่ผ่านมานี้ครับ
ผมเพิ่งไปนาโกย่ามาสองวันครับ
หลังจากนั้นก็กลับมาดิสคัสชั่นกันสองวันซ้อน นรกกินหัวครับ
แล้วเท่านั้นไม่พอ ข่าวว่าไต้ฝุ่นจะมาอีก
อืม...
แต่ทั้งหมดก็ผ่านไปได้ด้วยดีครับ
ต่อไปก็เป็น "ทางเลือก"ครับ
ที่ผมไปนาโกย่าสองวันก็ไปทัศนศึกษากับบริษัทที่ให้ทุนการศึกษาผมครับ
เขาพาไปเที่ยวชมพิพิทธภัณฑ์โตโยต้า แล้วก็โรงงานของบริษัทครับ
บริษัทที่ให้ทุนการศึกษาผมเขาผลิตกระจกป้อนโตโยต้าน่ะครับ เลยได้มีโอกาสไปดูโรงงานกระจกรถยนต์ครับ
แต่ไม่ได้ไปดูโรงงานโตโยต้านะครับ ก็สนุกดีครับ
จบจากไปทัศนศึกษาก็กลับมาดิสคัสชั่นผลการทดลองในแล็ปแบบมาราธอนสองวันซ้อน
สงครามเพิ่งสงบครับ แต่ยังไม่ได้นับศพทหารนะ
ฮาาา
อีกสามสี่เดือนต่อจากนี้จะเป็นช่วงโค้งสุดท้ายชีวิตการเรียนปริญญาโทในญี่ปุ่นของผมแล้วครับ
และในขณะเดียวกันก็ถึงเวลาที่ผมต้อง "เลือก" อีกครั้งแล้วครับ
การเลือกครั้งนี้คือ "เรียนต่อ" หรือ "กลับไทย"
ซึ่งผมเทใจไปทางเรียนต่อปริญญาเอกนะครับ คือไหนๆ ก็มีโอกาสแล้วก็น่าจะเรียน
ความจริงผมก็ไม่เคยคิดครับว่าวันหนึ่งผมจะอยากเรียนปริญญาเอกจริงๆ
แต่ ณ วินาทีนี้ ผมคิดว่าผมคงเลือกไปทางนี้ล่ะครับ
อาจจะมีคนถามคำถามอาร์ตๆ ที่ผมเกลียด แต่ก็ห้ามความคิดใครไม่ได้
อย่างเช่น
"เรียนไปทำไม เรียนไปก็ไถนา"
หรือ "เรียนไปทำไม ยิ่งเรียนยิ่งโง่" และอื่นๆ ที่คนขี้อิจฉามันมักจะถาม
มนุษย์ที่ไม่ชอบเห็นและยินดีกับความเจริญของคนอื่นมักจะถาม
อย่าได้แคร์ครับ
เมื่อก่อนผมแคร์เสียงเห่าน้ำเน่า ปู ปลาพวกนี้มาก มันทำให้ผมไม่ก้าวหน้า
ผมว่าเลิกแคร์ดีกว่าน่ะ เรารู้ว่าทำอะไรอยู่ก็พอแล้ว อย่าได้แคร์ครับ ถ้าเราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน
หรือกำลังไปทำนาบนหลังใคร
เอาล่ะครับ พูดถึงเรื่องเรียนต่อครับ
อย่างที่รู้กันครับว่าทุนการศึกษาที่ผมได้รับปัจจุบันนี้ จะได้ถึงแค่เรียนจบปริญญาโท
หลังจากนั้นผมก็ต้องดิ้นรน(หลอกล่อ)หาคนมาสนับสนุนผมเรียนต่อปริญญาเอกครับ
และตอนนี้ก็ดูเหมือนกับว่ามีสองทุนที่อาจารย์แนะนำให้ผมลองสมัครดู
พูดถึงทุนแรกก่อนนะครับ
ทุนแรกเป็นทุนของมหาวิทยาลัยที่ผมเรียนอยู่นี่แหละครับ
มหาวิทยาลัยจะให้ทุนกับนักศึกษาต่างชาติที่จะเรียนต่อปริญญาเอก
ทั้งมหาวิทยาลัยให้ทั้งหมด 5 ทุนครับ
ซึ่งคุณสมบัติก็คือต้องได้รับการ recommend จาก professor
และต้องเป็น นักศึกษาทุนตัวเอง
นอกจากนี้จะต้องเคยสอบ TOEFL ครับ ซึ่งผมยังไม่เคยสอบเลย และไม่เคยคิดว่าจะสอบ
สิ่งที่ผมไม่เคยคิดว่าจะทำเลยในญี่ปุ่นก็คือ สอบเจ้า TOEFL นี่ล่ะครับ แต่ผมต้องสอบ (-*-)
ตอนที่อาจารย์เรียกไปคุยและบอกผมว่าต้องสอบ TOEFL ผมตกใจเหมือนกันนะครับ
เพราะผมต้องส่งเอกสารสมัครทุนเดือนธันวาคมนี้
นั่นก็แปลว่าผมจะต้องสอบ TOEFL ภายในเดือนนี้หรือเดือนหน้า
ซึ่งผมไม่ได้เตรียมตัว เตรียมใจมาก่อนว่าจะต้องสอบภาษาอังกฤษที่ประเทศญี่ปุ่นเลย
ตอนนี้ก็สับสนวกวน หาทางออกไม่ได้
แต่ยังไงก็ต้องสอบอยู่ดีครับ ถึงแม้ว่าทางมหาวิทยาลัยจะไม่ได้บอกว่าต้องได้คะแนนอย่างต่ำเท่าไหร่ก็ตาม
ตอนนั้น TOEFL TOEFL TOEFL ดังกึกก้องมากครับ
มาตามหลอกหลอนทั้งตอนตื่นและนอนฝันกันเลยทีเดียว
ผมว่าให้ผมไปสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นยังรู้สึกอุ่นใจกว่าครับ
ที่ผมต้องบอกแบบนี้ เพราะผมไม่มีความมั่นใจในภาษาอังกฤษของตัวเองเท่าไหร่
ไม่ว่าจะเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน ผมไม่มั่นใจสักอย่างครับ
และที่ผมเลือกมาเรียนที่ญี่ปุ่น เหตุผลหนึ่งคือผมจะทิ้งภาษาอังกฤษแล้ว
แต่ในท้ายที่สุด ผมทิ้งไม่ได้ ต้องมากอบกู้ภาษาอังกฤษคืนมาในประเทศที่ใช้ภาษาญี่ปุ่น
จะบ้าครับ
เรียนภาษาญี่ปุ่นจะทำให้ลืมภาษาอังกฤษ
ประมาณว่าได้หน้าแล้วลืมหลัง หรือได้หลังแล้วลืมหน้า อะไรก็ว่ากันไปครับ
สรุปว่าตั้งแต่ผมเข้าเรียนมา ผมต้องมากู้ภาษาอังกฤษที่คิดว่าจะทำเป็นลืมๆ มันไป
ไม่ว่าจะเป็นเขียน (ที่ยังทุเรศอยู่เหมือนเคย) พูด อ่าน และฟัง
นั่นแหละครับ ผมไม่มั่นใจสักอย่าง แต่ถ้าจะให้เลือกว่ามั่นใจอันไหนสุด
ผมว่าคงเป็นอ่านล่ะครับ ที่มั่นใจว่าน่าจะพอไปได้ อย่างอื่นนี่ อย่าได้ถามครับ
ทุนของมหาวิทยาลัยที่ว่านี่ถ้าผมได้จะไม่ต้องเสียค่าเทอมนะครับ
และทางมหาวิทยาลัยจะให้ทุนวิจัยผมอีกต่างหากด้วยครับ
และดูเหมือนกับว่าทุนครั้งนี้ พลัง recommend ดูท่าจะเป็นกำลังหลักครับ
ก็ได้แต่หวังว่าผลสอบ TOEFL ของผมคงไม่ทำให้คนที่จะ recommend ผม
อย่าง professor ขายหน้าครับ หวังไว้ว่าอย่างนั้นครับ
อีกทุน ก็คือ "ทุนราชาในตำนานครับ"
ทุนมงบุโช เมื่อก่อนเคยเป็นทุนราชาในสายตาใครๆ
เพราะว่าถ้าได้ทุนแล้วสบายอย่างราชา ค่าเทอมไม่ต้องจ่าย ได้เงินใช้เดือนละ แสนเจ็ด แสนแปดหมื่นเยน
เนื่องด้วยเศรษฐกิจ หรือเด็กทุนมัวแต่เก็บตัง ไม่เอาเงินมาหมุนเวียนในญี่ปุ่นก็ไม่อาจทราบได้
จากแสนเจ็ด แสนแปดที่ว่า ตอนนี้ลดเหลือที่แสนห้ากว่าๆ แล้วครับ
บร๊ะเจ้า
แต่ก็ยังประทับใจผมตรงที่ไม่ต้องเสียค่าเทอมครับ
professor แนะนำให้ผมสมัครทุนนี้อีกครั้ง
หลังจากที่พลาดไปเมื่อคราวก่อนที่ผมจะเรียนปริญญาโท
จะว่าไปคราวนั้นก็ไม่น่าจะได้นะครับ แต่ก็ไม่เป็นไรลองใหม่ครับ
ทุนนี้ยากกกกกกกกกกกกกกก เพราะคนอยากได้มากกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ลำพังในมหาวิทยาลัยผมก็ตบตีแย่งชิงกันแทบเลือดสาดแล้วครับ
ทุนนี้ต้องได้ recommend จาก professor
ไม่พอ คณะต้อง recommend ไปด้วย
นอกจากนี้ recommend ไปแล้ว ต้องไปสอบสัมภาษณ์ในมหาวิทยาลัยอีกครั้ง
กับเสือ สิงห์ กระทิง แรด (วิดวะ วิทยา เศรษฐศาสตร์ บลาๆ )
ต่อสู้กันยังกับสงครามโลก
ต้องไปสู้กับจีน เกาหลี ไทย(กันเอง) อินโดนีเซีย และอื่นๆ
ยากกกกกกกกก มากกกกก
วัดที่อะไรไม่รู้เหมือนกันครับ บางครั้งก็ดูแผนวิจัยประกอบ
ดูเอกสารประกอบ (ความยากจน ผลการเรียน เรื่องที่วิจัยอยู่)
บ้างก็ว่าขึ้นอยู่กับเทรนมงบุโชว่าปีนี้อยากให้คณะไหน
หลังจากที่มหาวิทยาลัยสัมภาษณ์ไปแล้วก็จะเลือก recommend ไปที่มงบุโชอีกที
แล้วก็ขึ้นกับวิจารณญาณมงบุโชอีกทีว่าจะให้อีนี่ไหม
เอ่อ...จะเยอะแยะวุ่นวายไฮโซไปไหน
หลายคนที่รู้จักทุนรัฐบาลญี่ปุ่น หรือ มงบุโช
คงจะรู้ดีว่ามีหลายแบบมากครับ
ถ้ามาจากนอกประเทศญี่ปุ่น
จะมีแบบสอบผ่านสถานทูต ที่คนเก่งเวอร์ๆ จากทั่วประเทศเขาไปแข่งกันนั่นล่ะครับ
จะไม่เรียกว่าเก่งเวอร์ได้ไง เพราะคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์สมัครทุน (แค่มีสิทธิ์สมัครนะ)
เกรดเฉลี่ยสะสมอย่างต่ำต้อง 3.75 หรีอ 3.5 (ประมาณนี้)
นี่มันทุนรวมเทพชัดๆ
แบบที่สอง University recommend อันนี้คือ professor จะเอาคนมาทำงานด้วย
ก็จะต้องให้มหาวิทยาลัยที่ไทย recommend มาแล้ว professor ก็ recommend ต่ออีกที
และแบบสุดท้ายก็มาตายดาบหน้า ขอเอาที่ญี่ปุ่นนี่ล่ะครับ
แต่เขาเลือกด้วยนะ ว่าจะให้เฉพาะนักศึกษาที่เป็นทุนตัวเองเท่านั้น
แต่ก็นะ แค่ตบตีกับบรรพชนชาวจีนนี่ก็เหนื่อยละ
ไหนจะต้องมาตบตีกับเกาหลีต่อ ยังไม่พอมาสู้กับพี่อินโดนีเซียอีก
เอ่อ ...
เอาเป็นว่าที่ผมเล่ามาทั้งหมด มันยากหมด
แต่ไม่ลองไม่รู้ ไม่ดูไม่เห็น ไม่ทำไม่เป็น เลยต้องลองสักตั้ง
ทั้งหมดที่เขียนมานั่น ผมจะลองครับ
ถ้าโชคดี แสดงความกระตือรือล้นให้การอยากเรียน หรือแสดงพลังความพยายามสไตล์บูชิโด
ให้เขาเห็น เขาคงให้โอกาสกระเหรี่ยงไทยตาดำๆ ได้มีโอกาสได้ทุนเรียนครับ
ทั้งหมดนั้น สิ้นปีนี้ได้รู้กันครับ
ชีวิตมันต้องเสี่ยงบ้างเป็นธรรมดา ไม่งั้นมันไม่สนุกจืดชืดไม่มีเรื่องเล่าไร้สีสันน่าดู
เอาใจช่วยกระเหรี่ยงทูตวัฒนธรรมไทยหน้าจีนด้วยครับ
ขอบคุณครับ


และขอให้มีพลังในการต่อสู้ๆๆ
ปล.ส่งโปสการ์ดไปให้ล่ะเน่อ
#1 By wesong on 2009-10-11 20:02