I Dreamed a Dream
posted on 04 Jul 2009 20:59 by future7
ความจริงแล้วผมก็เป็นเพียงแค่เกรียนไทยคนนึงที่อยากมาญี่ปุ่น
ความจริงแล้วผมมีความฝันแค่อยากมาสัมผัสประเทศที่ผมฝันถึงทั้งชีวิต
ความจริงแล้วถึงแม้ว่าผมจะฝันถึงมันทุกวัน แต่ผมกลับไม่รู้จักมันดีสักเท่าไหร่
ผมมาที่นี่ได้เพราะเหตุผลสามอย่าง
อย่างแรกคือความใจดีของพ่อแม่ที่มีต่อผม
อย่างที่สองมันคือความฝันของผม
และอย่างสุดท้ายมันคือคำสบประมาททั้งหลายที่เกิดขึ้นในชีวิตผม
ผมเป็นแค่เกรียนคนหนึ่งที่ใครก็มองว่า "ไม่เอาถ่าน"
ผมเป็นแค่เกรียนคนหนึ่งที่มีความอดทนต่ำ ผมไม่สู้ และผมมักจะยอมแพ้ก่อนเริ่มทำเสมอ
สำหรับผม การมาญี่ปุ่นครั้งนี้ ผมมาที่นี่เพื่อสองอย่าง
อย่างแรก ผมมาเพื่อความฝันของผม
อย่างที่สอง ผมมาเพื่อลบคำสบประมาทที่โดนมาทั้งชีวิต
ไม่ว่าจะเป็น ลูกคุณหนู เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เกิดมาไม่เคยลำบาก แกไปไม่ได้หรอกญี่ปุ่น
ผมไม่รู้ว่าการที่มนุษย์สักคนหนึ่งมีความฝันไกลตัวมันผิดมากไหม
แต่ผู้คนมักจะมองความฝันของคนอื่นต่ำต้อยกว่าความฝันของตัวเองเสมอ
ไม่มีใครที่จะให้กำลังใจเราได้นอกจากตัวเราเอง
ในเมื่อ "ความฝัน" มันเป็นของเรา
วันที่ผมตัดสินใจบอกพ่อกับแม่ว่าผมจะมาที่นี่
ไม่มีใครเชื่อผมหรอกว่าผมจะเอาจริงไหม? หรือจะล้มเหลวเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา
ความจริงมันก็ไม่ผิดหรอกที่ใครจะมองเรายังไง ใครจะเข้าใจเรายังไง
ตราบใดก็ตามที่เรายังเข้าใจตัวเอง และยังมองเห็นเป้าหมายของเราอยู่
"พุ่งชนมัน" ผมบอกกับตัวเองแบบนั้น
"ผมพร้อมแล้ว" ทั้งๆ ที่ไม่พร้่อมก็ต้องพร้อม
"ผมไม่มีอะไรจะเสีย" ถ้าผมทำมันเต็มที่แล้ว
"ผมจะไม่ผิดหวัง" ถ้าผมไม่คาดหวังอะไร
ความจริงแล้วก่อนที่ผมจะมาถึงที่นี่ได้ ผมท้อแท้ก็หลายครั้ง
แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นกำลังใจสำหรับผม สิ่งนั้นมันคือ "คำสบประมาท"
ใช่ครับ ยิ่งคนดูถูกผมมาก ผมยิ่งมีพลังมากกว่าเดิม
อาจจะเป็นเพราะว่าผมมีทิฐิในตัวเองสูง ผมให้อภัยกับคนที่สบประมาทผมไม่ได้
ผมบอกกับตัวเองว่า "ผมจะทำให้ดู" ให้เขาที่เคยว่าผมได้เห็นเสียที
ก่อนจะมาที่นี่ผมเคยโดนอาจารย์ดูถูกว่าผมมาเรียนที่นี่ไม่ได้หรอก
ผมไม่ได้โกรธ แต่รู้สึกขอบคุณมากกว่าที่สร้างพลังให้กับผม
ความฝันของผมมันเลยใกล้เข้ามากว่าเดิม
จะว่าไปแล้ว การมาญี่ปุ่นก็เหมือนกับความฝัน ตื่นมาอีกทีผมก็อยู่ที่นี่แล้ว
ไม่ใช่เพราะว่าผมลืมสิ่งที่ผ่านมา
แต่มันรู้สึกเหมือนกับว่าผมกำลังฝันไป ผมได้มาอยู่ในประเทศในฝันแล้วจริงหรือ
แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้ง่ายไปเสียหมดแหละ มันก็มีหลุมบ่อรายทางตามสมควร
ผมหนีไม่ได้นอกจากต้องผ่านมันไปให้ได้
ถึงแม้บางครั้งจะผ่านมันไปไม่ได้แต่แค่รู้สึกชินกับมันได้ผมก็โอเคแล้ว
ความจริงแล้วความฝันที่ผมฝัน ผมฝันอยากมาเรียนที่นี่
ที่ไหนก็ได้ในประเทศนี้ ก็มีคนถามผมอีกนั่นแหละว่า "ทำไมต้องที่นี่"
ผมขี้เกียจสาธยายให้มากความ ก็ตอบเหี้ยๆ ไปว่า "ชอบญี่ปุ่นเลยอยากมา"
แค่นั้นจริงๆ ที่ผมตอบปัดรำคาญ
หนักกว่านั้นมีคนถามผมด้วยว่าจะถ่อมาเรียนไถนาไกลถึงญี่ปุ่นทำไม
นั่นสินะ สำหรับคุณอาจจะไม่จำเป็น แต่สำหรับผมมันสำคัญ
เพราะเรากำลังมองมันคนละจุด มันไม่สมเหตุสมผลแน่นอนครับ
ผมไม่ตอบอะไรนอกจาก "ก็อยากมาไง"
มักง่าย หลายคนคงคิด แต่ความฝันมันก็ไม่ได้มีหน้าตามักง่ายสำหรับผมหรอก
ใครจะรู้ล่ะว่าการได้ทำอะไรในสิ่งที่เราอยากทำมันดีแค่ไหน
และการได้ลองลงมือทำมัน นอกจากนั่งฝันอย่างเดียวมันรู้สึกดีแค่ไหน
การที่ได้ลองทำมันจริงๆ มันทำให้ผมรู้สึกเห็นค่าของมันมาก
กว่าที่ผมจะได้มันมา ผมต้องหัวเราะ ร้องไห้ ท้อแท้
แต่เพราะมันคึอ "ความฝัน"
มันมีหน้าที่เป็นเป้าหมายให้ผมมอง และมีกำลังใจเดินเข้าใกล้มันทุกวัน
การเดินทางไปถึงจุดหมายมันดีตรงที่ว่า บางครั้งผมก็ล้ม คลุกคลาน แต่ก็ยังลุกมาได้
ถึงแม้จะบาดเจ็บบ้างแต่ก็ไม่สาหัสเท่าไหร่ ยังชิวๆ อยู่
ผมเป็นคนขี้ท้อแท้ แต่ก็ยังพยายามหากำลังใจมาเติมให้ตัวเอง
ผมเติมกำลังใจให้ตัวเองโดยนึกถึงคำสบประมาททั้งหลาย
นึกถึงความฝันที่ผมฝันถึง และผมก็ตีอกชกไหล่บอกตัวเองอีกหลายรอบว่า "มึงต้องสู้"
ผมยังไม่ตาย ผมยังหายใจ ผมยังสู้ได้อยู่
บางครั้งผมยอมรับว่าความจริงบางอย่างมันเจ็บปวด แต่มันสอนให้เราเข้าใจมัน
ในเมื่อไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ถ้าเราไม่ลองพยายามทำมันดู
แม้ว่าจะพลาดก็ต้องลุกขึ้นมาทำมันใหม่ ผมต้องให้กำลังใจตัวเองแบบนี้
ถึงแม้บางครั้งผมก็อยากจะหนีจากปัญหาไปให้ไกลสุดหล้าฟ้าเขียว
แต่สุดท้ายเราก็ต้องกลับมาหาทางออกให้มันอยู่ดี
ผมชอบที่อาจารย์บอกกับผมว่า "ปัญหามีไว้แก้ไข ถ้าไม่มีปัญหาเราก็ไม่ต้องทดลอง"
ใช่ครับ การมีชีวิตคือการทดลองอย่างหนึ่ง
เราลองผิดบ้าง ลองถูกบ้าง และในท้ายที่สุดเราจะได้ผลอะไรสักอย่างมา
นั่นมันคือบทสรุปอะไรหลายอย่างในชีวิต
จริงอยู่ว่าตลอดระยะเวลายี่สิบกว่าปีมานี้่ผมคิดไม่เหมือนกัน
แต่สิ่งหนึ่งที่มันยังเหมือนเดิมตลอด มันคือหน้าตาความฝันของผมครับ
ผมยังคงฝันถึงมันเหมือนเดิมที่เคยเป็นมาตลอดระยะเวลายี่สิบกว่าปีมานี้
มุมมองอาจจะเปลี่ยนบ้าง แต่ผมยังรู้สึกกับมันเหมือนเดิม
วันนี้ผมรู้สึกว่าผมใกล้กับมันมากกว่าที่เคยเป็นมา
และรู้สึกเห็นค่ามันมากกว่าตอนที่มันเป็นความฝันเฉยๆ
การที่ความฝันมันเปลี่ยนรูปมาเป็น "ความจริง" มันมากกว่าคำใดใดครับ
วันนี้่ผมฝัน และพรุ่งนี้ผมก็ยังคงฝัน
เพราะความฝันไม่เคยทำร้ายใคร ทำไมเราต้องทำลายความฝัน
สุดท้าย
ความฝันและความลำบากของผมมันอาจจะเล็กนิดเดียว
ถ้าลองเอาไปเปรียบเทียบกับคนที่เจอมามากกว่า
แต่ผมขอถามสักหน่อยครับว่า เราควรเอาฝันเราไปเปรียบกับฝันใครอย่างนั้นหรือ
ในเมื่อความฝัน มันเป็นฝันของเรา ไม่ใช่ของใคร
ผมยังยืนยันจนถึงบรรทัดสุดท้ายในเอนทรี่นี้นะว่า
ผมฝัน และผมจะไม่หยุดฝัน ....
I Dreamed a Dream


สู้ๆนะคะ
#51 By amberry on 2009-07-07 20:57