ซีรีย์แดร้กอะไรดีอินเกียวโต
posted on 19 Apr 2009 23:10 by future7
ปัญหาโลกตดแตกไตวายของมนุษย์ที่อาศัยอยู่นอกโลก
เอ้ย!! ต่างประเทศมันคือ “กูจะกินอะไรดี”
เราพบว่ามันไม่เพียงแต่ในต่างประเทศเท่านั้น ยังรวมถึงในประเทศด้วย
ถ้าจะกระแดะพูดเป็นภาษาญี่ปุ่น
เราก็คงจะพูดได้ว่ามันเป็น “โคะคุไซมงได” (ปัญหาระดับนานาชาติ)
ปัญหานี้มันยิ่งกว่าปัญหาม็อบเสื้ออะไรหว่า เสียอีก
มันหนักอึ้ง เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง
แหม...มันแบบนี้นี่เอง
เคยสงสัยมั้ยครับว่าประชาชนมนุษย์ต่างดาวชาวไทย(อย่างผม)
ที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินเขาขี้รดบนหลังคาชาวบ้านเขาเนี่ย กินอะไรเป็นอาหาร
กินขี้ ดีกว่ากินตด? (เอ่อมม...ไม่ใช่ละ)
กินความสุขเป็นอาหาร (แม่งนามธรรมโคตรๆ)
หรือว่า “แดร้กซูชิเป็นอาหารดุจดั่งราชาทุกมื้อ” (เว่อร์มากกกกก ราชาโคตร)
อันนี้จะแจกแจงมาให้อ่าน
หรือจะพูดง่ายๆ ตามประสาพงคุงว่า “แถให้ฟัง” นั่นเอง
อนึ่ง..
พงคุงเป็นมนุษย์หน้าตาเกือบดี ที่หลงตัวเองว่าหน้าตาดี
ก็จะมีบางครั้งที่เขียนอะไรน่าหมั่นไส้ลามไหลไปถึงตับไตไส้พุง
และถ้าอาหารที่พงคุงจะกินต่อจากนี้มันจะหรูหราไฮโซโลลิต้าไปหน่อย
ก็ขออภ้ยมณีมา ณ ที่นี้ครับ
เมนูสิ้นคิดที่ ๑ สะดวกแดกกับข้าวหน้าหมูกิมจิ
เวลาที่ผมคิดอะไรไม่ออก ผมจะนึกถึงร้านนี้
“สุกิยะ”
หน้าตาร้านมันประมาณนี้
"สุกิยะแดกด่วน"
มันเป็นร้านแจแปนิสแดกด่วนร้านแรกที่ผมรู้จัก
ทั้งที่มันจะมาจากโยโกฮาม่า แต่ที่เกียวโตสาขาก็เยอะมากไม่แพ้กัน
แถบมหาวิทยาลัยผมมีร้านนึง คนเต็มร้านตลอดเวลา
แม่งต้องแทรกเนิร์ดเข้าไปกิน เวลาเที่ยงอย่าได้ย่างกราย มีต่อแถว
พระเจ้า!!...แดกด่วนแต่ต้องต่อแถวเข้าคิวรอด้วย
และเมนูที่ผมเลือกกินประจำได้แก่
“ข้าวหน้าหมูกิมจิ”
มันเรียกงี้ป่าววะ
(เริ่มกระแดะนึกภาษาไทยไม่ออก
)
มันคือ “คิมุจิทงด้ง”
เมนูมันไม่มีอะไรมาก เอาหมูกับกิมจิมาแปะบนข้าวก็สราญใจแล้วครับพี่น้อง
แม่ม อร่อยเทพ (สำหรับผมคนเดียว)
ทำให้คิดถึงประโยคเซนๆ ที่คิดมาเอง
“ความอร่อยอยู่ที่ใจ”
เมนูสิ้นคิดที่ ๒ ข้าวหน้าหมูทอด
ถ้าเราอยากจะกระแดะพูดแบบญี่ปุ่นก็คงจะได้ว่า
“คัสทสึด้ง”
มันก็อันเดียวกันนั่นแหละ
หน้าตามันแบบนี้ครับ
มันช่างสุดยอด ...
แถวมหาวิทยาลัยผม (อีกละ มึงเคยไปไกลกว่านี้มั้ย?)
มีร้านขายพวกทอดๆ ร้านนึง อร่อยเทพมาก ราคาแม่งก็เทพพอกัน
คือต้องแลกกับศิลปะของคุณลุงคนทำไปด้วย
ไม่ใช่สักแต่ว่าแดรกๆ ให้มันจบ เราจะมีโอกาสได้ดูศิลปะการทำไปพร้อมกัน
ที่ร้านจะมีเค้าท์เตอร์ที่หันหน้าเข้าหาลุง ผมชอบไปนั่งตรงนั้น
ดูแกแสดงศิลปะแบบญี่ปุ่น
อย่าจินตนาการเลยเถิดว่าลุงแกใส่กิโมโนรำพัดอยู่นะ ฮา ฮา
ผมหมายถึงศิลปะการทำอาหารแบบญี่ปุ่น
กว่าลุงแกจะทอดหมูได้ก็ปาเข้าไปหลายสิบนาที
ไม่ควรมากินตอนที่รู้สึกหิวอยากกินควายทั้งตัว
เพราะมันจะทำร้ายจิตใจเรามาก
ลุงแกก็ประดิษฐ์ไปสิ เราก็อยากจะงาบกินหัวลุง
แต่ก็ดีครับ เป็นการฝึกความอดทนทางหนึ่ง
ทำให้คิดถึงคำเซนๆ ที่คิดขึ้นมาเองได้อีกละ
“อาหารจะอร่อยได้เพราะอดทน” ฮา ฮา
เมนูสิ้นคิดที่ ๓ ราเมงสิจ๊ะ
เมื่อก่อนมาญี่ปุ่นผมก็ชอบกินอาหารเส้นๆ อยู่แล้ว
ผมจึงเป็นมนุษย์กินเส้น
ราเมงจึงเป็นอาหารที่ถูกชะตากรรมผมมากที่สุด
ตอนแรกผมคิดว่าราเมงมันไม่ค่อยเค็ม
แต่พอกินบ่อยเข้า แม่งเค็ม เค็มมาก ต้องกินน้ำตามเป็นลิตรๆ (เวอร์ไปไหม?)
ราเมงที่ญี่ปุ่นเค็มจริงๆ นะ
แถวมหาวิทยาลัยผม (อีกละ)
มีร้านราเมงร้านนึงดังมาก เพราะมันเป็นราเมงเชนร้านดังของเมืองเกียวโต
ร้านชื่อว่า “เทงกะอิปปิง”
อร่อยอันดับหนึ่งกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว พอเอาเข้าจริงแม่งโม้
ไม่เห็นจะอร่อยเทพอย่างที่โม้เอาไว้เลย แต่ที่เกียวโตจะเห็นร้านนี้เยอะมาก
มีทุกมุมรั้วมหาวิทยาลัย
จริงอยู่ที่ว่ามันอาจจะไม่อร่อยมากอย่างที่โม้ไว้
แต่ก็เป็นรสชาติที่ผมรับได้ และชอบที่จะไปกิน
จะว่าไปแล้วผมชอบกินแบบเซต
ซึ่งเนิร์ดส่วนใหญ่จะมากินร้านนี้เพราะมีส่วนลด
เพียงแค่คุณแสดงบัตรนักเรียนก็จะได้รับส่วนลดทันที
แต่มันดันใช้กับพวกเซตไม่ได้ ถ้าสั่งราเมงมาเดี่ยวๆ ก็พอจะได้อยู่
ผมก็เลยไม่ค่อยได้รับส่วนลดอะไรกับเขาหรอกครับ
แต่ที่ผมประทับไตสุดเห็นจะเป็นลุงที่ร้าน ชอบที่แกบริการลูกค้า
ดูเป็นคนแก่ที่แอคทีฟสุดๆ ผมเคยไปกินตอนเที่ยงคืน(หลังทำแลปเสร็จ)
ลุงแกยังไม่หลับไม่นอน แกมาทำงานช่วงกลางคืน มากลางวันก็จะไม่เห็นแก
ผมเคยพาพี่คนไทยที่แลปมากินเหมือนกัน
แกก็จะแนะนำโน่นนี่นี่นั่น ถ้าไม่ทำตามจะมีโมโห ฮา ฮา
แต่แกก็น่ารักดีครับ
ผมชอบกินเซตราเมงกับไก่ทอด ทั้งๆ ไก่ทอดก็ไม่มีรสชาติอะไร
แค่เอาไก่ลงไปทอด ไม่คิดจะใส่กระเทียมพริกไทยห่าเหวอะไรเลยครับ
แต่แปลกดีผมคิดว่ามันก็อร่อย
ทำให้ผมคิดถึงประโยคเซนๆ ได้อีกละ
“อาหารอร่อยได้เพราะบริการดี”
เมนูสิ้นคิดที่ ๔ ข้าวหน้าแกงกะหรี่
เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าข้าวหน้าแกงกระหรี่ต้องหน้าหมูทอด
แต่พอมาดูเทรุอากิ มันก็ต้องข้าวหน้าแกงกระหรี่ไก่สินะครับ ฮา ฮา
ไม่ใช่ละ
ผมกำลังหมายถึงว่าก่อนที่ผมมาที่นี่ผมไม่คิดว่าจะมีแกงกระหรี่หน้าอื่นๆ
มันคงมีแค่หมูทอด เพราะช่วงที่ผมมาอาหารญี่ปุ่นก็ยังไม่บูมขนาดนี้
ขนาดว่าตลาดโคกอีแร้งแถวบ้านผมก็ขายซูชิด้วย โอ้วววว โน้ววว
เราตกเป็นเมืองขึ้นญี่ปุ่นไปเสียแล้ววว
ผมชอบกินแกงกระหรี่นะ
แต่พอกินมากเข้าก็รู้สึกอยากจะอาเจียนออกมา(เวอร์เสมอ ฮา ฮา)
มันเลี่ยน ทั้งๆ ที่ไม่ใช่อาหารอิตาเลี่ยน
เมื่อก่อนถ้าผมคิดอะไรไม่ออก ผมก็จะคิดถึงแกงกระหรี่
แถวมหาวิทยาลัยผม (ตามเคย) มีร้านขายแกงกระหรี่ติดกันถึงสองร้าน
โอ้ว....
ร้านนึงคนยังกับเป่าสาก อีกร้านก็เป่าสากพอกัน
ฮา ฮา
ไปกินทีไรก็ไม่มีคน ทีฝั่งตรงข้ามสุกิยะแดกด่วนนี่คนเพียบเลย
แกงกระหรี่ที่นี่มีหลากหลายหน้าให้เลือก
แบบเลือกกันไปเถอะกรุณาเลือกกันได้ทั้งชีวิต ฮา ฮา
ก็ถึงขนาดตั้งร้านขายแกงกระหรี่เฉยๆ ได้ มันก็สุดยอดแล่ว ...
ล่าสุดผมกลับไทยไปเพื่อนชวนไปกินร้านนี้
(ชวนกูไปกินแกงกระหรี่ ฮือ ฮือ )
รสชาติไม่ต่างไปจากที่ญี่ปุ่นเท่าไหร่ (แหงล่ะเฟ้ย เค้าเป็นเชนมาจากญี่ปุ่น)
ร้านนี้มันดีตรงเลือกระดับความเผ็ดได้ด้วย
โอะโอ ..จะเอาแสบลำไส้ขนาดไหนก็เลือกเอาโลด
ฮา ฮา แต่ผมว่ามันไม่ได้เผ็ดพริก แต่เป็นพริกไทยมากกว่า
รสชาติก็งั้นๆ แหละ ฮา ไม่สู้ทำกินเองที่บ้านนะ
ดังที่คำเซนได้ว่าไว้
“อาหารอร่อยได้เพราะหยาดเหงื่อแรงกาย”
ฮา ฮา
เมนูสิ้นคิดที่ ๕ ข้าวหน้าไก่พ่อแม่ลูก
ฮา ฮา ชื่อแบบว่า ...
ไม่รู้จะแปลเป็นภาษาไทยว่ายังไงดีครับ
เพราะภาษาญี่ปุ่นเค้ารียก “โอะยะโกะด้ง”
ก็ข้าวหน้าพ่อแม่ลูกนั่นแหละ
พ่อแม่ลูกยังไงฟระ หลายคนสงสัย
ก็มันเป็นข้าวหน้าไก่กับไข่นั่นแหละครับ มันเป็นพ่อแม่ลูกกัน
ไม่มีอะไรเล้ย แต่อร่อยได้ซะงั้น
หน้าตามันไฮโซโลลิต้าแบบนี้ครับ
คล้ายกับคัสทสึด้ง แต่มันไม่เหมือนกันนะ
ตรงที่เปลี่ยนจากหมูเป็นไก่ ฮา ฮา
แถบมหาวิทยาลัยยังไม่มีร้านโดนใจวัยแว้นซ์เท่าไหร่
แต่ในโรงอาหารมหาวิทยาลัยทำอร่อยดี พอแหลกล่าย พอแหลกล่าย ฮา ฮา
โดนไตราคามิตรภาพ คุณภาพเท่ากับราคา กรั่กๆ
ก็คิดถึงเซนอีกแล้ว
“อาหารถูกใจ ราคาประทับตับ”
แถ....
เมนูสิ้นคิดที่ ๖ ข้าวหน้าทะเลดิบ
อะโหน่....มันช่างเป็นอาหารที่ไฮโซจริงๆ
ผมไม่ค่อยได้กินหรอกนะครับ ฮา ฮา
ไคเซ็นด้ง หรือข้าวหน้าทะเลดิบ
แหม..ชื่อมันช่าง ช่างคิดไปได้จริงๆ ฮา ฮา
มันได้รวบรวมเอาผลิตภัณฑ์จากทะเลญี่ปุ่นมารวมกันไว้ในถ้วยเดียว
เราสามารถสั่งแบบผสม จะกินแซลมอนกับมากุโร่ได้
หรือจะเอาแม่งหมดทุกอย่าง
ทั้งปลาหมึกคาร์เวีย มากุโร่ โอโม่ (อันหลังไม่ใช่ละ) ก็ได้นะ
ราคาก็ตามนั้น ...
ถ้าสะเออะเลือกแพงหน่อย ก็จ่ายแพง
แหม...มันแหงอยู่แล้วล่ะพี่น้องเอ๋ย
ไม่มีอะไรเลย แค่เอาปลาๆ ปูๆ ที่ว่านั่นแปะลงบนข้าว
แล้วก็ราดด้วยโชยุผสมวาซาบิได้ตามสันดาน เอ้ยย!! อัธยาศัย
แปลกแต่จริง เพราะมันอร่อยมาก
แม่งน่าเหลือเชื่อ
เป็นอาหารที่กินบ่อยไม่ได้ และกินกันตายไม่ได้ด้วย
เพราะมันแพงสมราคาจริงๆ
เอ่อม...เดือนนึงกินสักครั้งพอให้ลำไส้ทำงานดีขึ้นก็พอละ
ฮา ฮา
ทำให้คิดถึงประโยคเซนๆ ได้อีกหนึ่ง
“มนุษย์กินอาหารเพื่ออยู่ และบางทีเราก็อยู่เพื่อกิน”
กรั่กๆ
เมนูสิ้นคิดที่ ๗ ข้าวห่อไข่ หรือไข่ห่อข้าว
เคยสงสัยมั้ย? ทำไมต้องข้าวห่อไข่ แล้วไข่ห่อข้าวได้มั้ย?
อืม...นั่นสิ
ภาษาญี่ปุ่นเรียกเมนูนี้ว่า “ออมไร้สุ”
เมื่อก่อนผมคิดว่าข้าวห่อไข่นี่มันน่าจะมีไม่กี่แบบ
แต่เอาเข้าจริงข้าวห่อไข่ที่ญี่ปุ่นมันมีเยอะมาก
มากจนถึงขั้นว่าเปิดเป็นร้านขายข้าวห่อไข่อย่างเดียว
โอ้ว......สุดยอด
เข้าไปทีลายตากันไป ไม่รู้จะเลือกสั่งหน้าไหนกินดี
อันนี้ก็ดี อันนั้นก็น่ากิน
โอะ เผลอเหยียบตีนน้องพนักงานเสิร์ฟ (เกี่ยวไหม?)
จะว่าไปแล้วมีร้านนึงข้างรั้วมหาวิทยาลัยผม มีร้านขายด้วย
สิ่งที่สำคัญไม่ใช่รสชาติ แต่เป็นปริมาณ
รสชาติงั้นๆ แต่ปริมาณนี่เยอะมากกก ในราคาเดียวสามารถเลือก S M L
แล้วแต่ปริมาณความจุของกระเพาะของท่านเลยล่ะครับ
แหม...
เคยไปสั่ง M มากิน กินเสร็จแทบอ้วกและคลานออกจากร้าน
(เอ่อม เมาหรอฟระ)
เพราะให้เยอะมากครับ เหมาะสำหรับเนิร์ดๆ ดีแท้
ใช้พลังเยอะก็ต้องแดรกเยอะกันเป็นธรรมดา ฮา ฮา
ตอนแรกด้วยความตะกละตะกลามส่วนตัว ว่าจะสั่ง L
แม่เจ้า ดีที่ทูตด้านดีเตือนไว้ ไม่งั้นมีหวังเมาข้าวหน้าไข่ออกจากร้านแน่ๆ
ฮา ฮา
สุดท้ายกับเซน
“อาหารที่ดี เกิดจากวัตถุดิบที่ดีและบางทีกินอะไรแต่พองามก็พอ”
จบ...
อ้าว แล้วไหนบอกกินซูชิ? ไหนๆ
ฮา ฮา ไม่มีครับ โม้เป็นประจำทุกครั้งหลังอาหาร ก็จะขอแถจบเอิงเอย
กันด้วยประการละฉะนั้นครับ กรั่กๆ
ปล.เอนทรี่นี้เขียนหัวข้อเดียวกับกับน้องเอ็มดี ณ สิงคโปร์
จะพากันตายหมู่อีกละ ฮา ฮา หลังจากที่พาไอจังเรตติ้งตกไปหนึ่งรอบถ้วน
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังจากที่ท่านอ่านจบ
จะน้ำลายไหลบ้างเล็กน้อยแต่พองาม
เอื้อกกก...
ปล.อีก ขอบคุณทุกภาพจากพี่กู (กูเกิ้ล)
ขออภัยมณีถ้าหากจะไม่ได้เครดิตเป็นภาพ
เอาเป็นว่ายืมเขามาใช้ทุกภาพครับ ขอบพระคุณครับ


ส่วนข้าวห่อไข่หรือไข่ห่อข้าว นี่เหมือนกับน้ำปลาพริกกับพริกน้ำปลาเลย 555
#1 By Bluemoon on 2009-04-19 23:48