อยากเรียนต่อที่ญี่ปุ่นทำไงดี?
posted on 23 Jul 2008 23:12 by future7
หลายคนคงสงสัย ใคร่อยากรู้ว่า
"ทุกอย่างมันได้มาอย่างง่ายๆ จริงหรอ?"
ผมอยากให้อ่านข้อความเหล่านี้ครับ
โห...อยู่ญี่ปุ่นมาสาม(ล้าน)ปี(แสง)พูดญี่ปุ่นเก่งแล้วดิ
(มรึงเอาตรรกะไหนมาตัดสินว่ากรูควรเก่ง ถ้าวันนึงๆ กรูไม่ได้พูด)
โห...อยู่ญี่ปุ่นน่าอิจฉาจังเนอะ ชีวิตดูดีสุขสบาย
(มรึงไม่ได้มาดูตอนกรูไปขายแรงงานแลกเงินสินะ ถึงกล้าพูด)
โห..ดีจังอยู่เมืองนอกสบาย
(ใครมันว่าฟระ "อยู่เมืองนอกสบาย" เนี่ย)
ดีเนอะ ไม่ต้องมีสมอง มีเงินก็มาเรียนเมืองนอกได้
(คงไม่ได้มาดูขั้นตอนก่อนที่กรูจะกระเสือกกระสนมาเรียนได้สินะ)
คนญี่ปุ่นทุกคนดูใจดี เป็นเทวดากันหมดเลยเนอะ
(เอ่อมม...คนญี่ปุ่นเป็นมนุษย์เหมือนคนไทยครับ มีดีและมีเลว)
หนูอยากได้ทุนมาเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ทำไงดีเค๊อะ?
(หนูยังไม่รู้ แล้วแมวที่ไหนจะรู้ล่ะครับ? แฮ่ )
แล้วถ้าอยากมาเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น
ง่ะ อ่ะ ป่ะ ล่ะ ฉ่ะ ทำไงดี???
ข้อแรก ...ผมแนะนำว่า "ทำใจ"
ข้อสอง ...เมื่อทำใจได้แล้วก็ต้อง "สู้"
ข้อสาม ...หลังจาก "สู้" แล้ว ก็ต้อง "พยายาม" อย่างต่อเนื่อง
ไม่เลิก ไม่หยุดง่ายๆ กลางทาง แล้วจะสำเร็จ
เหมือนกับประโยคนี้ ในเพลงๆ นึงนั่นเองครับ
"แม้จะต้องเจ็บสักเท่าไหร่ แม้ฉันต้องแลกกับสิ่งไหน ฉันยอม"
มันเหมือนกันตรงประโยคไหนฟระ
ฮา ฮา (หัวเราะร่วน)
บางคนอ่านมาถึงบรรทัดนี้ อาจจะประสาทแดร๊กกันช่วยขณะ
แทบอยากเอาค้อนมาทุบหัว จขบ ที่เขียนสิ่งที่จับต้องไม่ได้
หรือเราเรียกว่าการเขียนนามธรรมขึ้นมาบนอากาศ วาดฝันบนวิมานนั่นเอง
ฮา ฮา
จะเขียนให้อ่านง่ายขึ้น (จริงหรอ?) เข้าใจง่ายขึ้นกว่าเดิม (จริงดิ)
เอาเถอะ งั้นมรึงเล่าสักทีสิ
สิ่งแรกสุดที่ควรทำ ควรถามตัวเองก่อน
"อยากได้อะไร และจะมาเอาอะไรจากที่นี่?"
และกรุณาอย่ามาถามผมนะครับว่า มาเรียนอะไรดีที่ญี่ปุ่น
ออกแนวใจร้าย ดูไร้และแล้งน้ำใจมากๆ สินะครับ
พอดีว่าผมไม่ได้เป็นพระเอก และคงเป็นไม่ได้ เพราะหน้าตาไม่ให้
ที่สำคัญผมไม่ได้ทำงานอยู่กระทรวงศึกษาประเทศญี่ปุ่น
และก็ไม่ได้เป็นนายหน้าหาคนมาเรียนเมืองนอกจะได้รู้ทุกเรื่องในประเทศนี้
จงใช้สติ และไตร่ตรองก่อนถามครับ !
(ฮา ฮา หัวเราะร่วนด้วยเสียงตัวร้ายในละคร)
อย่างที่สองก็คือ
"จงช่วยตัวเองก่อน ก่อนที่จะยื่นมือขอให้ผู้อื่นช่วยเหลือ"
ถ้ายังตอบตัวเองไม่ได้ ไม่แนะนำให้มา
ไม่ควรเสียเงินทองมากมายเพื่อมาตามหาสิ่งที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร
แต่ถ้าบุพการีร่ำรวย เงินเหลือกินเหลือใช้ ก็มาเถอะ
มาตามหาจนกว่าจะเจอ จนกว่าจะพบ แม้จะรู้ตัวในภายหลังว่า
"เสียเวลาไปเปล่าๆ ปลี้ๆ"
(แกจะกัดชาวบ้านเค้าทำไมฟระ เป็นหมาบ้าเรอะ
แฮ่)
ช่วยตัวเองที่ผมหมายถึง ก็คือลองเปิดอินเตอร์เนตดูสิครับ
ข้อมูลการเรียนต่อประเทศญี่ปุ่น หรือต่างประเทศเค้าก็มีบอกอยู่มากมาย
นอกจากนี้งานศึกษาต่อต่างประเทศที่จัดกันขึ้นอยู่เนืองๆ ตามหัวเมืองใหญ่ ก็ขยันไปครับ
นั่นแหล่งความรู้ และมีวิทยากรผู้รู้จริงมาตอบกันถึงเนื้อ ถึงตัวครับ
(อย่ามาถามผมอีกว่าที่ไหน และอย่าให้ถึงขั้นต้องตักข้าวป้อนเข้าปากกันเลยนะครับ
ไม่อยากเห็นคนรุ่นใหม่เป็นง่อยก่อนวัยอันควร - -)
อยากรู้ว่าเค้ามีการเรียนการสอนแบบไหน ค่าเทอมเท่าไหร่ ใช้เวลาเรียนกี่ปี
และมีความจำเป็นใช้ภาษาญี่ปุ่นมากสักแค่ไหน?
ต้องสอบวัดระดับก่อนไหม หรือต้องสอบอะไรหรือเปล่า บลาๆ ก็ถามเขาไป
มีโอกาสก็ถามซะ อย่าเหนียมอาย
"อายครูไม่รู้วิชา อายภรรยาไม่มีบุตร"
คนคิดสำนวนนี้ก็ช่างสร้างสรรค์เสียจริง ฮา ฮา (นอกเรื่องกันเสียดื้อๆ )
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว และมีเงินทองเพียงพอที่จะมาเรียนได้โดยไม่ลำบากสักระยะ
อาจจะประมาณ 3 - 6 เดือน ถ้าโชคดีหน่อยทุกอย่างจะเดินทางไปเร็วกว่านั้น
จริงดิ ? (จริงโว้ยยยยย)
ภาษาญี่ปุ่นก็สำคัญนะ ไม่สิ
"สำคัญมาก"
การที่จะใช้ชีวิตในประเทศนี้ได้อย่างราบรื่น ไม่ลำบากลำบนทางจิตใจ
ก็พูดได้ อ่านออก เขียนได้ ก็คงจะดีไม่น้อย
มันดีม๊ากมาก เลยล่ะ ทานากะ สุโก่ยยยยยยย
(กรุณาอ่านออกเสียงด้วยสำเนียงตอแหลแบบพี่ยุ่น จะได้อรรถรสยิ่งนัก)
ฉะนั้นผมแนะนำว่า ควรเรียนภาษาญี่ปุ่นจากประเทศไทยมาให้มาก
มากเท่าที่จะทำได้ และเท่าที่ความสามารถมนุษย์หนึ่งคนจะทำได้ครับ
(ดูเว่อร์ไปไหม แต่จะบอกว่า มันจริงๆ นะ)
นั่นมันทำให้เราสามารถลด ละ เวลาและเงินทองที่จะต้องเสียไปกับโรงเรียนภาษา
มันจะทำให้ทุกอย่างดูเร็ว และผ่านไปได้ไวขึ้น
และเรื่องเงินๆ ทองๆ นี่ ก็ต้องคุยกับทางบ้านให้รู้เรื่อง ไม่ใช่เอาทางกรูอย่างเดียว
กรูอยากมา ใครจะทำไมล๊ะ
อย่าให้ถึงขั้นพ่อแม่ ต้องกู้หนียืมสิน ขายนา ขายบ้านส่งลูกเรียนกันเลยนะครับ
อย่าเอาทางกรูอย่างเดียวครับ เอาทางพ่อแม่ด้วยสิ
และอย่าหวังน้ำบ่อหน้าว่าเรื่องทุกอย่างจะง่าย และราบรื่นเสมอไป
เรื่องเงินอาจจะเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ อยู่เหมือนกัน อยากให้คิดไตร่ตรองถึงเรื่องนี้
หลังจากนั้น ก็ต้องหาข้อมูล โรงเรียน มหาวิทยาลัยที่เราอยากจะเข้าไปเรียน
ต้องดูว่ามีสาขา และต้องส่งใบสมัครช่วงไหน ต้องเสียเงินเท่าไหร่
และอีกมากมายจิปาถะ ...
บางคน (อย่างผม) ก็ต้องมาเรียนภาษาญี่ปุ่นสักหกเดือน หนึ่งปี
ให้พอสื่อสารกับมนุษย์รู้เรื่อง ถ้าไม่รู้เรื่องมันจะเอาชีวิตไม่รอดน่ะ
ช่วงเวลาที่อยู่ในโรงเรียนภาษานี่ ผมก็แนะนำว่าควรใช้ชีวิตให้สนุก ให้คุ้ม
เรียนไป หาเพื่อนไป หาโรงเรียน มหาวิทยาลัยไปด้วย
อย่าให้เวลาที่มีอยู่เพียงน้อยนิด สูญเสียไป "อย่างเปล่าประโยชน์"
ทุกอย่างต้องมีการเตรียมตัวและเตรียมพร้อมอยู่เสมอ
พร้อมที่จะสู้ และพร้อมที่จะถอยบ้างในคราวเดียวกันครับ
ทุกอย่างมันไม่ง่าย แต่มันก็ไม่ยากเสียทีเดียว
คำว่า "ทำใจ สู้ พยายาม"
ที่ผมหมายถึง หน้าตามันคงประมาณนี้ครับ
เรียนไปสักพักเราอาจจะ "ท้อ" และอยากจะ "เลิก"
และเรื่องบางอย่างมันอาจจะ "ยาก" และ "ไม่สบาย" อย่างที่เราคิดไว้เสมอ
แต่อยากให้คิดถึงหน้าตาสิ่งที่เราอยากจะได้ และเลือกที่จะมา ว่าเพราะอะไรกัน?
แค่คิดอยากจะเรียน คงยังไม่พอครับ
ในขณะที่คิดอยากเรียนต้องคิดที่อยากจะ "หาทาง" มาเรียนด้วยครับ
เพราะทุกอย่างบนโลกนี้มันเป็นเหตุ เป็นผลต่อกันเสมอครับ
อ้างอิง...(จากหนังสือโตเกียวไม่มีขา)
อย่างที่คุณนิ้วกลมได้ว่าไว้ "เพราะโตเกียวไม่มีขา"
เช่นกันอยากมาเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ประเทศญี่ปุ่นไม่มีขา
ก็จงเอาขาสองข้างของท่าน "หาทาง" มาเรียนเถอะครับ
ขอให้ทุกท่านโชคดี ....
เขาบอกหนูว่า ไปอยู่ที่ญี่ปุ่นเถอะ ( แล้วส่งสายตาประมาณว่า ที่กรุงเทพช่างไม่เหมาะกับเธอเสียจริง )อยู่ที่นี่ไม่ไหวหรอก

#1 By คุณหนูเรื่อยเปื่อย on 2008-07-23 23:29