ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ หร๊อก
posted on 09 Jul 2008 09:42 by future7
บางคนอาจจะหมดไฟในการอยากเก่งภาษาญี่ปุ่นไปนานแล้ว
แต่ไฟอยากเก่งภาษาญี่ปุ่นของผมยังคงครุกรุ่นท่ามกลางความขี้เกียจนี่แหละครับ
ฮา ฮา
เป็นแบบนี้ต่อเนื่องกันมา จนเข้าสู่ปีที่สามนี่แหละ
ถึงแม้ว่าผมจะมีเวลาเรียนภาษาญี่ปุ่นจริงๆ จังๆ ในห้องเรียนไม่ถึงสิบเดือน
ไอ้โรงเรียนมันบอกเราว่าหนึ่งปี แต่มันก็หยุดไปซะเยอะ
หยุดแม่มทุกฤดูกาล จะหาทางกินเงินกรูไปไหนฟระ
มันหยุดหมด ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้อน ใบไม้ร่วง หน้าหนาว วันจับโหงว วันทะเล วันวัว
และสารพัดวันบลาๆ ไป ...
เขียนไว้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ สำหรับท่านที่อยากส่งลูกหลานมายากลำบากที่เมืองนอกนี่
"ใครว่าอยู่เมืองนอกสบายฟระ?"
ไอ้โรงเรียนทั้งหลายแหล่ที่โฆษณาว่าหลักสูตรหกเดือน หนึ่งปี อะไรนี่ก็อย่าไปเชื่อมาก
เปิดเทอมเดือนเมษายน พอเข้าพฤษภาคมก็หยุดสัปดาห์ทองไปอีกหนึ่งอาทิตย์
เรียนไปสักพัก มันบอกเราควรปิดเทอมหน้าร้อนแล้ว ไป ๆ มาๆ ไอ้เวลาหกเดือนที่ว่า
เรียนเข้าจริงๆ ไม่ถึงห้าเดือนเสียด้วยซ้ำ แป๊บๆ มันก็ส่งใบค่าเทอม เทอมหน้ามาให้เราเสียแล้ว
ไหนจะวันคนแก่ วันโลกหน้า วันต้นไม้ วันสีฟ้า วันบ้าบออะไรมากมาย
โรงเรียนมันก็หยุดหมด ...
มันช่างเป็นคอร์สการเรียนที่อินเทนซีพจริงๆ
ไม่ใช่ว่าเรียนกันอินเทนซีพนะ คือกินเงินกันอย่างอินเทนซีพเป็นล่ำเป็นสันกันไป
ฉะนั้นเวลาหกเดือนจึงเดินทางไปไวเสียยิ่งนัก
ตดยังไม่ทันหายเหม็นเงินเป็นแสนๆ ก็หายวับไปกับตา
ขนหน้าแข้งบุพการีท่านอาจจะไม่หลุดร่วง ถ้ามีเงินเหลือกินเหลือใช้
(เหมือนลุงเหลี่ยม)
แต่สำหรับบางท่านอาจจะต้องซับเหงื่อกันไปเสียหลายที
(เหมือนพ่อแม่กรู)
หนักกว่านั้น ยังมีโฆษณาเหลือเชื่ออีกมาก
อาทิเช่น สามารถหางานพิเศษได้ เขียนเหมือนง่าย แต่มันไม่ได้ง่ายเล้ยย
สงสัยโรงเรียนมันจะลืมวงเล็บไว้ว่า ง่ายจริงถ้ามรึงพูดภาษาญี่ปุ่นได้แล้ว
หรืออาจจะลืมแปะไว้อีก ง่ายกว่านั้นถ้าพ่อมรึงมีหุ้นส่วนในร้านนั้นด้วย
เห่อๆ
เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ที่เรามาจากไทย ก็จะฝันหวานลมๆ แล้งๆ
ว่างานนั้นคงหาง่ายจริงเหมือนที่โรงเรียนมันบอก
แต่เอาเข้าจริง พูดยังไม่ได้นี่ เทวดาที่ไหนเค้าก็ไม่รับเข้าทำงานหรอกครับท่าน!!
(ยกเว้นกรณีร้านอาหารไทย บางทีอาจจะรับไว้ในฐานที่เข้าใจกัน)
ร้านบางร้านก็ถึงแปะหราเอาไว้เลยว่า
กรูเปิดรับเด็กมาทำงานพิเศษ แต่ "กรูไม่รับคนต่างชาติเฟ้ย!!"
ไอ้ไม่รับคนต่างชาตินี่ เขียนตัวใหญ่กว่าเปิดรับเด็กมาทำงานเสียอีก
บางที่ก็ให้เบอร์โทรไว้เสร็จสรรพบอกให้ลองโทรไปสอบถามดู
พอมันได้ยินว่าเราเป็นนักศึกษาต่างชาติเท่านั้นแหละ เกิดเต็มขึ้นมาในทันใด
หนักกว่านั้นแม่มก็วางสายไปเลย ไม่รอให้กรูอธิบายอะไรกันเลย
โลกมันช่างโหดร้ายยยยย.......
ทั้งๆ ที่มะกี้กรูไปอ่านมันก็เขียนบอกเอาไว้ว่าต้องการรับด่วนและรับจำนวนมากกกก
เน้นว่า "ต้องการรับจำนวนมากกกกกก"
แบบนี้เค้าเรียกว่าอะไรกันหรือครับท่าน?
หรือสองนาทีก่อนหน้ากรู มีห้าสิบสายโทรมาสมัครงานพร้อมกันไปเรียบร้อยแล้ว
จึงไม่มีตำแหน่งล้างจานเหลือมาถึงกรู ฮือๆ
ผมคิดว่าแถบเมืองหลวงใหม่อย่างโตเกียวอาจจะไม่ค่อยพบปัญหาเหล่านี้
แต่เมืองหลวงเก่าอย่างเกียวโตที่ผมอาศัยอยู่นี่ แม่มเป็นแบบนั้นจริงๆ
กีดกันทุกวิถีทาง แถบๆ โน้นก็อาจจะได้ค่าแรงดี ชั่วโมงละเก้าร้อยหนึ่งพันเยน
แต่แถบๆ อดีตเมืองหลวงเก่านี่ ราคานั้นหาได้ยากนัก
ถึงจะได้ก็คงเป็นคนญี่ปุ่นเสียส่วนใหญ่ที่จะถูกจ้างเข้าทำงานล่ะครับ
งานก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่ท่านคิดไว้ ...
และเรียนก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่ท่านคิดไว้เช่นกัน
บางคนก็อาจจะคิดว่าเรียนจบระดับต้นจากไทยมาเรียบร้อย กรูไปไหนมาไหนสบายแน่
จะว่าอย่างไรดี ระดับการพูดของคนปกติกับครูในโรงเรียนสอนภาษานี่
"ต่างกันราวฟ้ากับเหว"
บางท่านอาจจะโชคดีหน่อยที่ได้เรียนใกล้ๆ เมืองหลวง พูดภาษากลาง
เหมือนจะฟังง่าย แต่เอาเถอะครับ แม่มยากพอกันแหละ
พี่แกจะเร็วไปไหน ไม่โทษเขาครับ ถ้าจะผิดก็คงผิดที่เรา "เรามันโง่"
แล้วถ้ากระแดะมากหน่อย เลือกมาเรียนเมืองที่ใช้ภาษาถิ่นนี่
ฆ่ากรูให้ตายเลยดีกว่า
แรกๆ มาเรียน เราจะมีไฟการเรียนมากมายเป็นพิเศษ
วันนี้ครูสอนบทนี้จบไป กรูมีความเชื่อมั่นมากมาย พูดได้แน่ เจอกรูแน่
พอไปเจอพี่ยุ่นเข้าจริงๆ แม่มก็ไม่พูดเหมือนในหนังสือหรอก
สื่อกันไม่รู้เรื่องตามเคย เห่อๆ
เศร้าหนัก มาแรกๆ (กรณีผม) พูดได้แค่ทักทาย
ชีวิตกรูเศร้า ไปเซเว่น ไปซุปเปอร์ ไม่รู้แม่มพูดไรกับกรูหรอก ก็ได้แต่พยักหน้าบ้าใบ้กันไป
เสมือนตกนรกบนดินอยู่ก็ไม่ปาน
ไม่ใช่หนังสือตำราเค้าหลอกลวงอะไรเราหรอกนะครับ
เพียงแต่ว่า ภาษาพูดในตำรา กับภาษาพูดจริงๆ แม่มพูดต่างกัน
ถ้ามาอยู่บ้านนอกด้วยล่ะก็หนีไม่พ้นต้องเจอภาษาถิ่นอย่างแน่นอน
แล้วแถบๆ คันไซเนี่ย แม่มพูดยังกับติดจรวดไว้กับตัว
ทั้งๆ ที่กรูก็เพิ่งบอกไปว่าเป็นคนต่างชาติ แต่เหมือนพี่แกก็ไม่ได้เชื่อกรูเล้ยยย
แม่มติดสปีดเร็วกว่ากระสวยอวกาศเสียอีกครับท่าน
ของแบบนี้ต้องใช้เวลา ท่องไว้ๆ
ข้อสำคัญหลักของการฟังคือการจับจังหวะ
นั่นแหละครับ ถ้าเราจับทาง จับจังหวะการพูดได้แล้ว อะไรก็ไม่ยากเสียจนเกินไปนัก
แต่ไอ้ก่อนที่เราจะจับจังหวะได้เนี่ย ก็ต้องทนทรมาณทางด้านจิตใจไปเสียพักใหญ่
กลับหอทีไรกรูถามตัวเองทุกที "กรูมาทำอะไรที่นี่ฟระ"
ริจะเลือกเรียนภาษาที่สาม ต้องมีใจรักจริง และรักให้มาก
เพราะเราจะมีช่วงฮึด ช่วงท้อ สลับปะปนกันไป
เรียนไปสักพักจะรู้สึกว่าตัวเองแม่มเก่งโครตเทพเลย แต่ไปๆ มาๆ เฮ้ยยย ทำไมกรูโง่แบบนี้
มันเป็นความรู้สึกขึ้นๆ ลงๆ ของการเรียนภาษานี่แหละครับ
ไม่แปลกสักเท่าไหร่ ถ้าจะสุขสมบ้าง ท้อบ้าง มันเป็นเรื่องธรรมด๊า ธรรมดาครับ
ผมว่าจุดสำคัญของการเรียนภาษาญี่ปุ่น
ต้องมีใจรักครับ รักให้มาก และรักให้ตลอดไป
อารมณ์แม่มจะเหมือนเล่นเกมส์นั่นแหละ เราจะเจอเลเวลยากขึ้น ยากขึ้น
ยากถึงขนาดอยากเลิกก็มีอยู่บ่อยไป
การมีความสนใจ และมีหลักยึด จะทำให้เรามีแรงฮึดสู้ต่อไปได้นานครับ
ไหนๆ ก็เลือกมาเรียนแล้ว ลงทุน ลงแรงมาแล้ว
ต้องพยายามดึงเอาความรู้สึกฮึดนั้นกลับมาให้บ่อยครับ
ท่ามกลางความท้อแท้ ยังคงมีแสงสว่างสาดส่องมาถึงเสมอครับ
เชื่อแบบนั้นแล้วจงเดินหน้าสู้มันต่อไป อย่าท้อถอยครับ
จริงอยู่ที่ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ แต่ก็ไม่มีอะไรที่ยากเกินกว่าความพยายามครับ
ฉะนั้น "ความพยายาม" จะทำให้เราสามารถชนะทุกสิ่งครับ
สู้ !!

แต่วันนี้เหนื่อยหรือเปล่าค่ะ
#1 By ปลาทู on 2008-07-09 10:01