คนญี่ปุ่นปากไม่ตรงกับใจ
posted on 20 Apr 2008 10:36 by future7
โลกมันไฮเทคทันสมัยมากขึ้นไปทุกวัน จนบางทีก็น่ากลัว
กลัวว่าอีกไม่นาน มนุษย์อย่างเราจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ ถ้าขาดเทคโนโลยี
คิดว่าอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้านี่ เทคโนโลยีอาจจะเป็นทุกอย่าง
สำหรับบางประเทศ และบางสังคมกันเลยทีเดียว
อย่างน้อยที่สุด สังคมรอบตัวผม ณ ปัจจุบันนี้ มันก็กำลังเดินทางไปในแนวนี้อยู่
เมื่อการส่งอีเมลล์มีความสำคัญมากกว่าการเขียนจดหมายคุยกัน
และมนุษย์ก็มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ลดลงอย่างน่าใจหาย
สังคมที่มองเห็นเพียงแต่ตัวกรูของกรู ...
ตัวข้า ของเอ็ง ...มันไม่โสภาสักนิดสำหรับผม
เมื่อก่อน ผมอาจจะเคยชื่นชอบรูปแบบสังคมแบบนี้ และใฝ่ฝันหามันทุกวัน
เพราะเมื่อคนรอบข้าง มันวุ่นวาย มันเรื่องมาก มากคนก็มากความ
แต่พอได้มาเจอสังคมตัวคนเดียวแบบนี้เข้าจริง
ผมกลับเริ่มกลับมาคิดใหม่ คิดว่าถ้าให้เลือกก็เลือกไปอยู่สังคมที่บ้านเราดีกว่า
บางคนก็ชื่นชอบความเป็นสังคมตัวคนเดียวของที่นี่
นั่นก็คงไม่แปลก เพราะผู้คนย่อมมีความชอบต่างกัน
และมีวิถีชีวิตที่ต่างกันไป ตามแบบที่ตัวเองชอบและอยากเลือกทำ
บางครั้ง เราก็คิดอยู่เสมอแหละ ทำไมต้องสนใจคนอื่น
ในเมื่อตัวเองยังเอาตัวไม่รอด เรื่องคนอื่นจะไปสนใจทำไม
นั่นมันก็คงจริง แต่คงไม่จริงทั้งหมดหรอก
เพราะผมคิดว่าการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน
มันทำให้ความตึงเครียดบางอย่างลดลง และเป็นการแบ่งเบาความรู้สึกระหว่างกัน
ทำให้การอยู่ร่วมกันมันเป็นสุขมากขึ้น
การหยิบยื่นความเอื้อเฝื้อเข้าหากัน มันก็มีแต่เรื่องดี
และไม่เห็นแปลกสักหน่อย ที่ระหว่างคนต่อคน เราจะมีความเอื้อเฟื้อเป็นสายสัมพันธ์กัน
วานนี้ ผมได้มีโอกาสไปคุยกับคนญี่ปุ่น
หลากหลายเรื่อง เพราะคนญี่ปุ่นกลุ่มนั้นเค้าก็ต้องการอยากจะรู้
มีหลายเรื่องที่เค้าถามเกี่ยวกับเรื่องบ้านเรา และก็มีหลายเรื่องที่เราถามกลับ
ผมถามเรื่องธรรมดาบางเรื่อง แต่ผมดูเป็นตัวประหลาดไปเมื่อถาม
ผมถามว่า "ทำไมเห็นคนจักรยานล้ม แล้วคนญี่ปุ่นไม่ช่วย"
ตามสไตล์คนญี่ปุ่น ตอบอ้อมโลก และผมก็ยังจับประเด็นไม่ได้อยู่ดีว่าเพราะอะไร
แต่ที่พอจะได้คร่าวๆ สาวๆ สี่ห้าคนนั้นตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "รู้สึกอาย"
ถ้าการช่วยเหลือผู้อื่นมันจะเป็นเรื่องน่าอาย ผมว่าคิดแบบนั้นมันก็แปลกเหมือนกันแหละ
แต่เค้าก็ให้คำตอบมาอีกอย่างว่า
การที่เค้าจะทะเล่อทะล่าไปช่วย อาจจะทำให้คนที่จักรยานล้ม "รู้สึกอาย"
มันก็คงอายจริงแหละ (บางทีก็อาจจะรู้สึกเจ็บมากกว่าอายในบางครั้ง)
แต่การแสดงการมีน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้มันแปลกตรงไหน?
บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าคนญี่ปุ่นมีพื้นที่ส่วนบุคคล
ห้ามแตะต้องและมีช่องว่างระหว่างกัน
อันนี้รู้สึกได้แหละ เพราะที่บ้านเรามีช่องระหว่างบุคคลน้อยมาก จนแทบไม่มี
จนบางครั้งก็เลยเถิด เพราะไร้ช่องว่างระหว่างกัน
เอาเป็นว่ามันก็มีทั้งข้อดีและเสียคนละแบบกันไป
อ้อมแอ้มไป จนไม่รู้ว่าอันไหนเป็นคำตอบที่แท้จริง
เอาเป็นว่า เค้าคิดว่าคนเหล่านั้นยังสามารถช่วยตัวเองได้
จึงไม่มีความจำเป็นต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ
สาวๆ สี่ห้าคนนั้นยังเล่าประสบการณ์ตรงหลายอย่างเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้
บางทีลุกให้คนแก่นั่ง แต่เค้าไม่ยอมนั่งแถมยังโดนว่า
หลังจากนั้นก็เข็ดหลาบไม่กล้าลุกให้ใครนั่ง เพราะรู้สึกอาย
ถ้าใครอยากนั่งมันก็คงจะไขว่คว้าไปหาที่นั่งเอาเอง เอ่อ..แปลกดีแฮะ
อันนี้เจอมากับตัว บนรถไฟ ผมนั่งอยู่ ยายคนนึงก้าวเข้ามา
ผมลุกให้นั่ง แต่แกไม่นั่ง แถมยังตะคอกใส่ว่าลุกทำไม
แต่ผมก็ไม่ได้อายนะ รู้สึกว่าก็ทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้นเอง
มันไม่เห็นจะน่าอายตรงไหน
ผมเลยถามกลับอีกรอบ "ทั้งๆ ที่ทำความดี มันน่าอายตรงไหน?"
สาวๆ ตอบไม่ได้อีก อ้อมโลกตามเคย
เวลาคุยเรื่องน้ำจิตน้ำใจกับคนญี่ปุ่นนี่เราต้องมีสมาธิมาก
เพราะเค้าจะพาเราอ้อมมหาสมุทรแปซิฟิกก่อน วกเข้าทะเลสาปบิวะอีกสองรอบ
(ทะเลสาปน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น)
ก่อนจะตอบอ้อมแอ้มไป จนทำเอาเรางงว่า อันไหนมันคือคำตอบกันแน่
การถามและตอบกลับอย่างไม่ตรงประเด็นแบบนี้
ภาษาญี่ปุ่นเค้าเรียกว่า "ไอมัย"
ไอมัย เป็นการตอบไม่ตรงตามที่คิดเพื่อรักษาน้ำใจคู่สนทนา อันนี้คนญี่ปุ่นเค้าว่ามา
ความจริงแล้ว การพูดจาวกวนอ้อมค้อมแบบนี้คนไทยก็เป็น
แต่มันก็ไม่ได้มากมายขนาดถมทะเลสร้างสนามบินคันไซหรือโอไดบะได้
จะว่าไป หรือเราควรจะไอมัยให้มากกว่านี้
เราจะได้ถมสุวรรณภูมิให้หลุดพ้นจากการเป็นหนองน้ำเน่าเฟะนี่เสียที
ว่าแต่เขียนมาถึงตรงนี้สุวรรณภูมิมาได้ไงฟระ ฮ่า


ทางเข้าสุวรรณภูมิยังวนอ้อมตั้งนานกว่าจะถึงตัวสนามบินเลย
เจ๊ยยยก วกมาได้ไง
#1 By rokjitjung on 2008-04-20 11:00